cultural (วัฒนธรรมพุทธ: วิถีพอเพียง)

POST : 5 ขึ้นคานเป็นเพราะกรรมอะไร?
View 968
Ans 0
ขึ้นคานเป็นเพราะกรรมอะไร?
เชิงเทียน

ขึ้นคานเป็นเพราะกรรมอะไร?

(คำถาม-คำตอบประจำเดือนพฤษภาคม 2550)

                                                       ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์

 

คำถาม 3: อาจารย์ค่ะ คนไม่มีแฟน อยู่จนขึ้นคานก็ถือเป็นกรรมด้วยหรือค่ะ?  อาจารย์มีคำแนะนำสำ หรับผู้หญิงที่อยู่เป็นโสดตลอดชีวิตอย่างไรค่ะ? (กาญจนา/ กทม)

คำตอบ:  มีคำกล่าวว่า อยู่คนเดียว เปลี่ยวกาย แสนสบายแต่ไม่สนุก อยู่สองครองสุข แสนสนุกแต่ไม่สบาย หมายความว่ามีคู่หรืออยู่คนเดียวสนุกกันคนละแบบ ว่ากันว่าการแต่งงานนั้น คนในอยากออกคนนอกอยากเข้า ผู้หญิงบางคนบ่นว่า แต่งไปแล้วอยู่อย่างทาสของสามี รับใช้สามีทุกอย่าง ฝ่ายสามีก็มีบ่นให้ผมฟังว่า แต่งไปแล้วจะรู้ว่านรกมีจริง ก็ต้องขึ้นกับว่าแต่งกับใคร คนที่เรารักชอบพอนั้นเป็นอย่างไร  

ถ้าได้คู่ดี มีศีลธรรมใกล้กัน คิดคล้ายกัน มีอุดมการณ์ อยู่กันจนแก่เฒ่าเป็นชีวิตที่มีความสุขมากในวงฆราวาสวิสัย แต่ที่เห็นๆ อยู่ขณะนี้  สถิติหย่าร้างกันมีเพิ่มมากขึ้น ไม่แน่ว่าการได้แต่งงานจะเป็นความสุขหรือทุกข์ เพราะทุกวันนี้ มักจะสุขตอนต้นแล้วลงเอยเป็นโศกนาฎกรรมคือหย่าร้างกันซึ่งมีมากขึ้นทุกวัน  

    ในความเป็นจริง คนเราเกิดมาตัวคนเดียว ยามไปก็จะไปตัวคนเดียว พ่อแม่พี่น้องที่คลานตามกันมาก็มาตามกรรม สามีและภรรยาก็มาตามกรรม  กล่าวคือพบกันและอยู่ด้วยกันชั่วคราวเท่านั้น ถึงยามจากก็จะจากไปตามกรรมของแต่ละคนเมื่อถึงเวลา และกรรมเท่านั้นที่จะบงการชีวิตเขาต่อไปว่าจะไปเกิดในภพภูมิที่ดีหรือเลว  กรรมเท่านั้นที่จะกำหนดว่าต่อไปเขาจะได้เจอใคร อยู่กับใครอีก พระพุทธเจ้ายังเคยตรัสทำนองว่าสัตว์โลกล้วนแต่เคยเกิดเป็นพ่อ,เป็นแม่, เป็นพี่, เป็นน้อง, เป็นภรรยาสามีกันทั้งนั้น คู่แต่งงานที่ประเสริฐตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าก็คือ ต้องส่งเสริมหรือให้สติกันในการปฏิบัติธรรมยิ่งๆ ขึ้น รักกันชอบกันก็ต้องตักเตือนกัน คอยเป็นเบรก ให้กันและกัน เพราะจิตมนุษย์เต็มไปด้วยความอยากที่ไม่จำกัดปริมาณ ถ้าไม่มีเบรก ไม่มีวินัยก็จะมัวเมาได้ทุกเมื่อ

ถ้าการครองชีวิตคู่ไม่ได้ทำให้ภรรยาหรือสามีมีคุณธรรมดีขึ้น กลับต้องเลวร้ายลง กล่าวคือต้องไปอยู่ในสถานการณ์หวานอมขมกลืน  ทะเลาะกันประจำ การมีคู่แบบนี้สู้อยู่คนเดียวไม่ได้หรอกครับ  เมืองไทยมีพระสงฆ์กว่าสามแสนรูป หลายท่านไม่ยอมสึก ท่านก็คิดอย่างนี้แหละครับ คือชอบชีวิตอยู่คนเดียว จะได้พัฒนากุศลธรรมได้สะดวกขึ้น  

แต่ถ้ามีสามีหรือภรรยาแล้ว ชีวิตที่เคยห่างเหินธรรม มาเข้าใจธรรมมากขึ้น  คู่สมรสนำพาให้เข้าถึงธรรม  มีธรรมที่ตัวเองรู้ถ่ายทอดไปยังลูกหลานที่เกิดมาให้มีคุณธรรมตาม การแต่งงานแบบนี้ประเสริฐ เพราะจะทำให้คู่สมรส มีชีวิตสุขในบั้นปลายคือมีชีวิตที่สงบ  พ่อแม่หลายคนคงรู้สึกเหนื่อยที่จะต้องเสียเวลาไปกับการอบรมลูกให้เป็นคนดี แต่ถ้าลูกดีตามตั้งใจ ความดีนั้นจะส่งผลให้พ่อแม่นั้นมีชีวิตที่สงบและความสุขในบั้นปลาย เพราะลูกๆ ก็จะพากันกตัญญูมารับใช้ดูแลพ่อแม่ไม่ได้ขาด 

    จะบอกว่า ขึ้นคานเป็นผลกรรมเก่าหรือปล่าว ? คำตอบก็คือใช่ แต่จะเป็นผลกรรมดีหรือชั่วก็ขึ้นกับสถานการณ์แต่ละคนอีกที ถ้าผู้หญิงคนนั้น จิตใจไม่ออกห่างโลกียสุข ปรารถนาโลกียสุขตลอดแต่ไม่มีคู่ให้มีสุขได้ นี้ชื่อว่าเป็นผลกรรมชั่วในอดีตเพราะไม่ได้ดั่งหวัง พระไตรปิฎก อธิบายเหตุผลที่ทำให้ผู้หญิงลำบากอยู่หลายกรณี เช่น สังยุตตนิกาย (18/471/299) พระพุทธเจ้าตรัสว่า มาตุคาม (หญิงสาว) จะตายไปแล้วตกนรก ครั้นตกนรกแล้ว มาเกิดเป็นมนุษย์ เศษวิบากจะทำให้ลำบาก หวังสิ่งใดก็ไม่ได้ดั่งใจปรารถนา เพราะมีพฤติกรรม 5 อย่าง

     1.อสัทโธ ไม่มีศรัทธาในพระรัตนตรัย ไม่เชื่อกฎแห่งกรรม

     2.อหิริโก ไม่มียางอายสมแก่ที่เป็นสตรี

     3.อโนตตัปปี ไม่กลัวผลบาปที่ทำ กล้าท้าทายกรรมชั่ว ไม่กลัวบาป

     4.อุปนาหี มักผูกโกรธหรืออาฆาตพยาบาท ไม่เจริญเมตตาพรหมวิหาร

     5.ทุปปัญโญ ไม่ศึกษาว่าสิ่งไรดี-ชั่ว สิ่งไรบุญ-บาป จนแยกไม่ออกว่าอะไรดี อะไรชั่ว

     ผู้หญิงที่ไร้ยางอาย ชอบถ่ายรูปเปลื้องผ้า แก้ผ้าถ่ายรูป อ้างว่าเป็นศิลปะเพราะถูกอิทธิพลตะวันตกล้างสมองก็เข้าข่ายไม่มีหิริและโอตตัปปะ ชาตินี้ดูเขาจะเป็นสุข แต่ถ้าชาติหน้าจะเป็นอย่างไร เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

แต่ถ้าผู้หญิงคนนั้น มีจิตใจออกห่างจากโลกียสุข โน้มเอียงไปทางธรรมะมาก การที่เธอไม่มีคู่ก็อาจเพราะเธอหาคนมีคุณธรรมใกล้เคียงไม่ได้ ถ้าแต่งงานไป จะทำให้ธรรมะที่เธออบรมมาแย่ลงกว่าเดิม ดังนั้น เธอจึงยินดีประพฤติธรรมยิ่งขึ้น ผู้หญิงประเภทนี้ อาจบวชเป็นชี อาจรักษาศีล ๘ อาจฟังเทศน์ฟังธรรมประจำ ถ้าใครมีอุปนิสัยโน้มเอียงไปทางอย่างนี้แสดงว่ากุศลธรรมชักพาให้เธอหลีกห่างชีวิตคู่ ซึ่งควรต้องดีใจจึงจะถูก  เพราะชีวิตจะได้อบรมจิตยิ่งๆ ขึ้น.

< 13 July 2007 11:36:20 >
 



 

elgymen < nbyepw@pvteve.com >
< 27 August 2010 01:22:40 >
 



 

avdlwfb < hzofmy@kwcbae.com >
< 08 November 2010 12:50:45 >
 



 
Rpspnz ioenyfebtsop, [url=http://kgfymmeddisv.com/]kgfymmeddisv[/url], [link=http://rxpaglbqftqc.com/]rxpaglbqftqc[/link], http://xymygctgcvjj.com/

duyvsze < uiznoq@lxrxlg.com >
< 26 November 2010 03:55:44 >
 



 

pbedhs < qkatyf@qmmutp.com >
< 20 January 2011 20:17:29 >
 



 

jdkbrgkqpzb < glbuoc@wjogka.com >
< 23 January 2011 05:11:27 >
 



 

hyycdoja < yoflms@leknrh.com >
< 17 February 2011 11:09:13 >
 



 

cvmdprpanps < cqppka@johvah.com >
< 05 September 2011 20:26:29 >
 



 

qazltdzh < nxfruh@fqmzbs.com >
< 03 November 2011 14:28:22 >
 



 

jvugxq < gvepil@oagtce.com >
< 28 January 2012 01:34:33 >
 



 

jvugxq < gvepil@oagtce.com >
< 28 January 2012 01:35:31 >
 



 

qtlqnvr < lhajhe@qtwupg.com >
< 09 March 2012 00:49:36 >
 



 

chxbjpwsjvh < bcygfa@gcodib.com >
< 18 March 2012 14:11:08 >
 



 

qtdxeyvxz < gmtxck@szvdkd.com >
< 28 April 2012 21:01:54 >
 



 

lohsrqocrx < uxndrk@vydvhu.com >
< 05 June 2012 23:05:35 >
 



 

radvohgehhc < kixivb@gklrtt.com >
< 29 June 2012 03:36:28 >
 



 

fwboue < lokgaz@yhgjlq.com >
< 17 August 2012 08:38:33 >
 



 

xesamkts < svwxgk@bllqrl.com >
< 30 September 2012 13:31:27 >
 



 

sgzatuii < ashxkg@vitmrl.com >
< 04 November 2012 23:03:17 >
 



 

owucymx < doushh@hhpduq.com >
< 08 January 2013 04:32:19 >
 



 

osXhLlPLyzrtVySeVV < KEYaOKhaaH >
< 14 January 2013 02:00:45 >
 

Suggestion
     
Name : *
       
  Messages : *
       
  Picture :  
     
       
  E-Mail :