cultural (วัฒนธรรมพุทธ: วิถีพอเพียง)

POST : 4 ชาวพุทธควรเลี้ยงลูกอย่างไร?
View 651
Ans 0
ชาวพุทธควรเลี้ยงลูกอย่างไร?
เชิงเทียน

ชาวพุทธควรเลี้ยงลูกอย่างไร?

(คำถาม-คำตอบประจำเดือนพฤษภาคม 2550)

                                                    ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์

 

คำถาม 1: ลูกๆ ของดิฉันไม่ค่อยจะเชื่อฟังเท่าไหร่ ชอบเที่ยวเตร่ ไม่ค่อยเชื่อฟัง โดยเฉพาะลูกชาย ยังพาแฟนมานอนค้างที่บ้านประจำ ไม่ทราบจะแก้ไขอย่างไร? หรือทางพระพุทธศาสนาแนะนำให้เลี้ยงลูกอย่างไรบ้างค่ะ (จงจิตร/ กทม.)

คำตอบ: สมัยนี้ ใครมีลูกหลานมาก ต้องบอกว่าน่าเห็นใจมาก จะเลี้ยงลูกให้ได้ดีเป็นเรื่องยากมาก เพราะสิ่งยั่วยวนภายนอกมีมาก สังคมไทย โดยเฉพาะสื่อถูกวัฒนธรรมญี่ปุ่นและตะวันตกล้างสมองจนลอกเลียนมาใช้ โดยไม่ใช้สติปัญญายั้งคิด  ส่งผลถึงเด็กและเยาวชนของชาติด้วย  แม้แต่ภายในมหาวิทยาลัย ระบบการดูแลนักศึกษาไม่เข้มงวด  นักศึกษาจัดกิจกรรมกันทำให้มีโอกาสแตะเนื้อต้องตัวหรือออกไปเที่ยวต่างจังหวัด ไกลหูไกลตาพ่อแม่ด้วยกันบ่อย  พอมีแฟนก็แสดงความรักอย่างประเจิดประเจ้อเยอะไปหมด เช่น เดินจับมือถือแขน  เช่าหออยู่ด้วยกันก่อนแต่ง  จิตสำนึกแบบไทยๆ ที่ได้อิทธิพลจากพระพุทธศาสนาเลือนรางไปเยอะแล้ว ผมอยากแนะนำดังนี้:-

            1.รู้ล่วงหน้าว่าวิสัยเด็กต้องรักสนุก เป็นธรรมชาติของเด็กที่รักสนุก แต่ถ้าสนุกเกินเลย ไม่มีวินัยกำกับก็จะเข้าข่ายมอมเมาตัวเอง พระพุทธเจ้าก็เคยตรัสให้ระวังว่าคนมีโอกาสมอมเมาตัวเองแล้วไม่ใส่ใจธรรมะด้วยเหตุผล 3 อย่าง (ที.ปาฏิ.11/228/231) คือ:-

                .อาโรคยมทะ  เมาเพราะไม่มีโรค เห็นตัวเองไม่มีโรคภัยเบียดเบียฬก็กินเต็มที่  เที่ยวเต็มที่ สนุกเต็มที่ ถึงคราวป่วยหนักถึงวิ่งโร่มาหาธรรมะ เดี๋ยวนี้ การแพทย์เขาพิสูจน์แล้วว่า การฝึกสมาธิประจำจะช่วยป้องกันโรคและรักษาโรคได้หลายชนิด (รายละเอียดโปรดหาอ่านหนังสือ สวดมนต์, สมาธิและวิปัสสนารักษาโรคได้ ของรศ.ดร.พินิจ รัตนกุล  มหาวิทยาลัยมหิดล) ไม่เพียงเท่านั้น งาน วิจัยของอังกฤษสมัยใหม่ ยังยืนว่าการฝึกสมาธิทำให้พบความสุขแท้จริงในชีวิต  ถ้าครอบครัวแต่งงานไปแล้ว คู่สามีภรรยาไม่สนใจฝึกสมาธิเลย ครอบครัวก็คงยากจะพากันมีความสุขในบั้นปลาย

.โยพพนมทะ เมาเพราะคิดว่ายังหนุ่มสาวอยู่ ไม่ค่อยสนใจธรรมะ รักสนุก ใครปรามก็ไม่ฟัง เห็นความสนุกเป็นเรื่องใหญ่ บางทีหนีพ่อหนีแม่เที่ยว เอาไว้อายุมากค่อยศึกษาธรรมะ แรกๆ ก็ชอบเที่ยวเพราะชอบร้องรำทำเพลงหรือเต้นรำ แต่ก็เลยตามเลยจนเป็นเที่ยวเตร่ ฝ่ายชายก็เสพสิ่งมึนเมา คบเพื่อนชั่วจนถึง      สำส่อนทางเพศ ขณะที่เด็กสาวหลายคนก็มาเสียตัว ติดยา ติดเหล้า บุหรี่ในช่วงวัยนี้ ถือเป็นกรรมอย่างหนึ่งของพ่อแม่ที่มีลูกไม่อยู่ในโอวาท

. ชาติมทะ เมาในชาติว่าชาติตระกูลตนสูงกว่าคนอื่น

ที่สำคัญก็คือพ่อแม่ต้องหัดสร้างความมีวินัยแก่บุตรธิดาตนเอง   และต้องปรึกษาหารือกันแล้วพยายามสอนให้สอดคล้องกัน  ไม่ใช่พ่อสอนให้เที่ยวแต่แม่ห้าม  โดยเฉพาะช่วงวัยประถมและมัธยมซึ่งฝรั่งถือว่าเป็นวัยปลูกจิตสำนึก (formative years) สอนให้ลูกทั้งหญิงและชายรู้จักบาปบุญคุณโทษ สอนให้รู้ถึงกฎแห่งกรรม การเคารพผู้ใหญ่ สอนให้เคารพวัฒนธรรมประเพณีพุทธ (ว่าถ้าใครเดินตามวัฒนธรรมประเพณีพุทธก็คืออยู่ในกรอบของศีล) ทั้งทำให้ดูเป็นแบบอย่างก็จะช่วยลูกได้มาก  พ่อแม่หลายคนปล่อยปละละเลย พอเด็กโตเข้ามาสู่ระดับมหาวิทยาลัย ปัญหาก็เลยเกิด

2.รู้จักประเภทของบุตรธิดา พระไตรปิฎก (ขุ.อิติ.25/252/279) อธิบายว่าบุตรมี 3 ประเภทคือ อภิชาตบุตร บุตรที่ดีกว่าพ่อแม่ พวกนี้ไม่จำเป็นต้องสอนอะไรมากมายเลย อนุชาตบุตร บุตรที่ไปได้ดีเสมอด้วยพ่อแม่ และ อวชาตบุตร บุตรที่ทำตัวเลว เป็นที่เสื่อมเสียแก่วงศ์ตระกูล

จะเห็นว่าบุตรธิดาบางคนสอนง่าย บางคนสอนยาก เอาแต่ใจตัวเอง บางคนสร้างชื่อให้แก่ครอบครัว บางคนทำให้เสื่อมเสียวงศ์ตระกูล พ่อแม่ต้องสังเกตและดูแลเอาใจใส่บุตรที่มีแนวโน้มจะเสียคนเป็นพิเศษเพราะกรรมที่บุตรธิดาแต่ละคนสั่งสมมาไม่เหมือนกัน ถ้ารักลูกจริงก็ต้องพยายามเป็น เบรกให้ลูกด้วยความรัก ต้องไม่ลืมว่าวินัยที่อบรมตั้งแต่เด็กจะเป็นรากฐานชีวิตเขาไปอีกยาวไกล

3.เป้าหมายของการเลี้ยงลูกในทางพระพุทธศาสนาคือให้มีความรู้ดีและประพฤติที่ดี เราจะสอนให้ถึงเป้าหมายอย่างไร?  คำตอบคือ ประการที่หนึ่ง สอนเนื้อหาสาระที่เป็นทฤษฎี  ประการที่สอง สอนในเชิงปฏิบัติ เน้นทำให้ดูเป็นตัวอย่าง (lead by example)

ในเชิงทฤษฎี เช่น สอนลูกให้รู้จักกฎแห่งกรรม, กตัญญุกตเวที, เคารพผู้อาวุโสที่เจริญด้วยวัยวุฒิ, ชาติวุฒิและคุณวุฒิ, กฎระเบียบสังคมอื่นๆ และที่สำคัญเหนืออื่นใดก็คือวัฒนธรรมและประเพณีของไทยพุทธ มีลูกเป็นชายต้องสอนและอบรมให้เป็นสุภาพบุรุษ รู้จักให้เกียรติสุภาพสตรี ไม่หมกมุ่นทางเพศหรือมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร สอนให้รู้จักยังยั้งชั่งใจ เป็นหญิงต้องสอนให้รักนวลสงวนตัว สิ่งเหล่านี้ต้องอบรมมาตั้งแต่เด็ก โตขึ้นก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของจิตสำนึกไป

แต่พ่อแม่หลายคนสมัยนี้ไม่เอาใจใส่  ทำลูกให้เกิดมาแล้วแต่ไม่มีเวลาฟูมฟักดูแลลูก คิดว่าลูกจะดีได้เองซึ่งเป็นความคิดที่ผิด ที่คุณระเบียบรัตน์ พงษ์พานิชพยายามชี้นำนั้นถูกต้องแล้ว คนที่ออกมาต่อต้านคุณระเบียบรัตน์เป็นพวกมองแบบฉาบฉวย คือมองไม่เห็นปัญหาเชิงปฏิจสมุปบาท เป็นประเภทแสวงหาความสุขไปวันๆ  ไม่ได้คิดไปข้างหน้าไกลๆ 

อย่าไปเชื่อตามดาราบางคนที่สอนให้ลูกเจ้าชู้ ดาราพวกนี้เข้าใจพระพุทธศาสนาแต่เพียงผิวเผิน เอามาเป็นแบบอย่างไม่ได้  อ้างว่าลูกจะไม่เข้มแข็ง ถูกผู้หญิงทิ้งแล้วจะฆ่าตัวตาย ถ้าดาราพวกนี้หันมาใส่ใจพระพุทธศาสนาแล้วตัวเองฝึกสมาธิเสียหน่อย  แล้วใช้ความรู้ไปอบรมบุตรธิดาตามแนวทางชาวพุทธอย่างแท้จริง บุตรธิดาจะมีภูมิคุ้มกันทั้งร่างกายและจิตใจมากพอที่จะเผชิญความผิดหวังต่างๆในชีวิตได้ โดยไม่ยากเย็นอะไรนัก พวกที่ลูกมีปัญหาเป็นเพราะพ่อแม่เป็นชาวพุทธแต่ปากทั้งนั้น  บางคนก็สอนให้ลูกเป็นนักรักเหมือนขุนแผน (ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นคนประเภทมักมากในกามารมณ์ เอาเป็นแบบอย่างไม่ได้) ลูกที่เจ้าชู้เสเพลเมื่อตายไปจะตกไปอบายภูมิ เช่น นรก

สิ่งเหล่านี้ต้องค่อยๆ ปลูกฝังแบบค่อยเป็นค่อยไป  ยิ่งถ้าสามารถใช้ศิลปะสอนโดยที่ลูกไม่รู้สึกว่าถูกสอนได้ยิ่งดี  นอกจากจะสอนให้ลูกได้เรียนรู้ไปตามลำดับแล้ว พ่อแม่ก็ต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่างพุทธศาสนิกชนที่ดี เช่น พาไปวัด ฟังเทศน์ ฟังธรรม ทำบุญตักบาตร การฝึกสมาธิในบ้านเป็นบางครั้งคราวให้ลูกเห็น หรือพาลูกฝึก การนิมนต์พระสงฆ์มาสนทนาธรรมในบ้านเป็นครั้งคราว เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้ลูกได้ซึมซับความดี ยังจะทำให้ครอบครัวปึกแผ่นมั่นคงอีกด้วย

4.คุณธรรมผู้เป็นพ่อแม่ในการเลี้ยงดูลูก วิธีเลี้ยงลูกโดยหลักทั่วไป พระพุทธเจ้าตรัสไว้หลายแห่ง อาทิ เช่น:-

ก.สิงคาลสูตร (พระไตรปิฎกเล่ม 11/198/202) อธิบายว่าพ่อแม่มีหน้าที่บุตรธิดา 5 ข้อกล่าวคือห้ามปรามจากความชั่ว อบรมให้ตั้งอยู่ในความดี ให้เรียนศิลปวิทยา หาคู่ครองที่สมควรให้ และยกมรดกให้เมื่อถึงเวลา

ข.ทรงแนะให้มีพรหมวิหาร 4 กล่าวคือ 1.เมตตา ให้ความรักเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ไหน ความรักต้องมีให้ไม่เสื่อมคลาย 2.กรุณา ให้ความช่วยเหลือยามบุตรธิดามีภัยเต็มที่ รวมทั้งให้การศึกษาเพื่อช่วยให้ลูกตั้งตัวได้สำเร็จ รักลูกจริงก็ต้องพยายามฟูมฟักให้รู้จักบาปบุญคุณโทษโดยเฉพาะกฎแห่งกรรม จะได้ไม่ก่อกรรมชั่ว เพื่อจะได้เกิดในสุคติภูมิในภายหน้า 3.มุทิตา  ชื่นชมกับความสำเร็จของลูก เมื่อเขาทำอะไรสำเร็จโดยเฉพาะสิ่งที่เป็นความดีเพราะจะเป็นกำลังใจให้เขาทำสิ่งอื่นๆ ที่ดีแก่ชีวิตเขา 4.อุเบกขา หลังจากพยายามช่วยเต็มที่แล้ว เขาไปได้หรือทำได้แค่นั้น ก็ต้องทำใจ คือนึกเสียว่าทุกคนมีกรรมเป็นของตน  จะดีจะชั่วก็แล้วแต่กรรมเขาจะลิขิต

จะเห็นว่าการจะเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีของสังคมตามแนวพระพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องง่าย  นี่แหละครับคือหน้าที่ของคนเป็นพ่อเป็นแม่ การจะทำลูกให้เกิดนั้นง่าย แต่จะรับผิดชอบดูแลให้สมกับเป็นพ่อแม่บังเกิดเกล้าแท้จริงนั้นยาก

                อย่างไรก็ดี อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ (ซึ่งตั้งนามสกุล โพธิ์ประสิทธินันท์ ให้ผมเพื่อสอดคล้องกับท่านอ.เสถียร โพธินันทะ) เคยสอนผมว่าท่านจะแนะนำบุตรธิดาในสิ่งที่ควรแนะนำเต็มที่ หลังจากนั้น บุตรธิดาจะไปอย่างไรหรือเป็นอย่างไรในอนาคตสุดแต่เวรกรรมของแต่ละคน ท่านวางอุเบกขาคือนิ่งได้ เมื่อได้พยายามอบรมสั่งสอนสิ่งที่ควรสอนหมดไปอย่างเต็มที่แล้ว

ผมว่าถ้าเขาโตเต็มที่แล้ว ก็ต้องทำใจบ้าง นึกเสียว่า กัมมุนา วัตตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม  เขาอาจมาเกิดเป็นลูกชั่วครั้งชั่วคราว ถ้าเราทำดีมาตลอด  เขาไม่ค่อยดี ต่อไป ก็อาจไม่ได้เกิดเป็นพ่อเป็นแม่ลูกกัน  คนดีๆ ก็จะมาเกิดเป็นลูกเรา ส่วนตัวเขาก็อาจไปเกิดเป็นลูกคนอื่น  คิดอย่างนี้แล้ว จะได้ไม่ยึดติดมาก

แต่ถ้าคุณฝึกลูกให้มีศีล(ซึ่งก็หมายถึงการฝึกให้มีวินัยและอดทน)  อบรมลูกให้รู้จักฝึกสมาธิ โดยมีพ่อและแม่เป็นแบบอย่าง ในเวลาเดียวกัน ก็อบรมให้ลูกมีปัญญา คือเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้ายิ่งๆ ขึ้น  ไม่คบคนพาล คบแต่บัณฑิต รู้จักรักนวงสงวนตัว รู้จักคุณธรรมของสุภาพบุรุษ  หากจิตใจเขาปลูกฝังมาจากครอบครัวในสิ่งเหล่านี้โดยลำดับ  ไม่ว่าเขาจะเจอปัญหาอะไรในชีวิต  เช่น อกหักหรือผิดหวัง เขาสู้ได้ครับ และไม่คิดสั้นด้วย

 

คำถาม 4: อาจารย์ค่ะ ทำอย่างไรจึงจะสอนลูกมิให้ข้องแวะอบายมุข? เดี๋ยวนี้ ลูกชายติดทั้งเหล้าและบุหรี่  ลูกสาวก็กินเบียร์เป็นแล้ว  เขาหัดกินครั้งแรกในวันรับน้องใหม่เข้ามหาวิทยาลัย  อาจารย์เห็นอย่างไรค่ะ?  (สุนิตย์ /กทม.)

 

คำตอบ: อย่างที่บอกในข้อแรก การจะเลี้ยงลูกให้ดีเป็นเรื่องยาก เพราะค่านิยมรอบตัวเอียงไปทางวัฒน ธรรมตะวันตก  ทั้งภาพยนตร์ ทั้งละคร ทั้งซีดี ทั้งเพลง  คาราโอเกะ ฯลฯ  ล้วนแล้วแต่ทำให้เด็กใจแตกได้ทั้งนั้น  เราชินกับสภาพการใช้ชีวิตในยุโรปจากชีวิตเหล่านี้ เราจึงรับมาโดยที่ไม่รู้สึกแปลกแต่อย่างใด แต่หลายๆ อย่างที่เรารับมา ขัดแย้งกับวัฒนธรรมไทยพุทธโดยตรง

                ผมเข้าใจว่าคุณและสามีคุณคงไม่ค่อยมีเวลาให้ลูกมาตั้งแต่ต้น  เพราะถ้าลูกได้ภูมิคุ้มกันอบรมที่ดีมาแต่ระดับประถมและมัธยม เมื่อเข้าระดับมหาวิทยาลัยก็คงไม่แย่ขนาดนี้ นี่คือผลของการปล่อยปละละเลยลูก คุณมาห่วงเมื่อตอนที่เขาโตแล้ว และคุณก็อบรมได้ยากแล้ว ธรรมดาว่าไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก ในช่วงที่เขายังเด็กก็ต้องพยายามดัดนิสัยให้ดี โดยพ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูก ที่จริง ถ้าเด็กหนักแน่นมาตั้งแต่สองระดับแรก กล่าวคือตั้งแต่ระดับประถมและระดับมัธยมแล้ว  ใครจะมาคะยั้นคะยอให้ดื่มเหล้าในวันรับน้องใหม่ ไม่มีทางทำได้หรอกครับ  เด็กจะมีสามัญสำนึกต่อต้านเสียเอง ผมว่าถ้าลูกของคุณถึงระดับที่จะจูงจมูกให้ดื่มได้ง่ายๆ คุณต้องใกล้ชิดแล้วก็พยายามอบรมเสียใหม่นะครับ  

                ส่วนกรณีที่เด็กถูกบังคับให้กินเหล้าเบียร์ในการรับน้อง ผมเห็นว่าเป็นวิธีที่ผิด ควรจะแจ้งคณบดีในสถาบันการศึกษานั้นเลย  พ่อแม่หลายคนก็โอนอ่อนผ่อนตาม โดยอ้างว่าต้องกินเหล้าบ้าง กินเบียร์บ้างในการเข้าสังคมสมัยใหม่ ผมอยากแย้งว่าผมโตมาได้ขนาดนี้ ไม่เคยกินเหล้ากินเบียร์ หรือแม้แต่กินไวน์แม้แต่นิดเดียว ใครคะยั้นคะยอให้ดื่มหรือสูบบุหรี่ ผมก็เลิกคบไปเท่านั้นเอง แม้แต่คนกินเหล้าหรือสูบบุหรี่ผมก็ไม่ได้ไปคบหาสมาคมด้วย   ไม่เห็นจะต้องไปแคร์อะไร  งานไหนที่มีกลิ่นเหล้ากลิ่นเบียร์ระเหยไปทั่วผมก็ไม่ไป  ไปแล้ว ต้องไปนั่งไปยืนสูดกลิ่นควันบุหรี่ของพวกขี้ยาทั้งหลาย ผมก็ไม่ไป   ผมไม่กินเหล้า  ถ้าไม่ให้เกียรติ ผมก็ไม่ไป ไม่เห็นจะต้องไปวิตกอะไรเลย    

ยิ่งในประเทศอังกฤษที่ผมเคยอยู่ด้วยแล้ว ไม่มีใครบังคับใครให้กินเหล้ากินเบียร์ได้หรอกครับ ถ้าขืนบังคับก็ผิดกฎหมาย ถ้าเขาจัดงานขึ้นมา เขาก็จะต้องเตรียมเครื่องดื่มอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์สำหรับคนที่ไม่ดื่มน้ำดื่มจำพวกนี้ด้วย แม้ในเวลาจัดอาหาร ถ้าเราไม่กินเนื้อสัตว์ เขาก็ต้องเตรียมอาหารมังสวิรัติให้ด้วย  ถ้าพ่อแม่สอนมาดีแล้ว จะอ้างว่าเลวลงเพราะสังคม อ้างไม่ขึ้นหรอกครับ ต้องมีสติมากกว่านี้  ยกเว้นแต่จะมอมเมาตัวเองเสียมากกว่า

< 13 July 2007 11:34:29 >
 



 

WPprfGJPUWOZKfJBe < MyQXtEzzZRvPkQ >
< 14 January 2013 04:01:00 >
 

Suggestion
     
Name : *
       
  Messages : *
       
  Picture :  
     
       
  E-Mail :