question-answer (ถาม-ตอบ)

POST : 1 ตอบปัญหาธรรมะรายเดือน (ประจำเดือนมีนาคม 2550)
View 1145
Ans 15
ตอบปัญหาธรรมะรายเดือน (ประจำเดือนมีนาคม 2550)
เชิงเทียน

โดย...ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์

 

คำถาม 1: อยากทราบว่าเมื่อเวลาผ่านไปอีกเป็นร้อยๆ ปี จนในที่สุดพระพุทธศาสนาเสื่อมลง คนไร้ศรัทธาในพระพุทธศาสนาจนถึงจุดจบของพระพุทธศาสนา จะเป็นไปได้ไหมค่ะที่จะมีศาสนากำเนิดมาใหม่ทดแทนพระพุทธศาสนา?

 

คำตอบ:  เมื่อพระพุทธศาสนาเสื่อมสิ้นไปจากโลกนี้แล้ว ก็เป็นเรื่องปรกติที่จะมีผู้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอีกครั้ง ครั้งต่อไป คือพระศรีอริยเมตไตรย พระองค์ก็จะมาประกาศสัจธรรมซึ่งมีเนื้อหาดุจเดียวกับคำสอนของพระสิทธัตถสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เราศึกษากันอยู่นี้แหละครับ คำสอนของพระพุทธเจ้าในอนาคตจึงไม่ต่างอะไรกับปัจจุบัน

< 03 April 2007 10:58:02 >
 



 

Ӷ 2: Ҩ͹ʹҡѺѡä ¤繡ùҤ, ԸաСûԺѵԷҧʹѡҷ駷ҧзҧͻǤ?

 

ӵͺ: ¶֧þԸѡäѡ͹ͧʹ;Ҥ͹ͧʹª㹡ѡä ä㹷¶֧ääҧ ͹ʹҡѺѡä㹻繷ҧоطʹҡ֡ä оط ʹӹҧ? ˵Ҩҡ? ä¾оطʹաҧ? úҧ? оطʹԸлͧѹäҧ? 駹 ¹ԸԹԨäСѡäóշҧоطʹ੾оûԮѡ㹡ùʹ ԸաҧʹҡҨѡäҧҧ ੾äҧ ¶֧ʧŧ ҧ觾ԸաӺѴäҧ㨴 ҧ ѡäҴҢ ءͺҭ觢


àªÔ§à·Õ¹
< 03 April 2007 10:59:13 >
 



 

Mark < fasting@ahll.com >
< 14 March 2008 03:16:31 >
 



 

Ӷ 3:  ͧʹյҵͤըԧͻǤѺ? ҧͤ?

 

ӵͺ: оطҵҤѡԴҡ˵ؼͧС С÷˹  ͻؾѹѹҵԡ͹ С÷ͧ ͻѨػѹԵ ͡Ū͡ѹ㹻Ѩغѹ ءǹͤͤ¡ѹ駹 ͡ѹѡѹѹաͧ˹ 鹡ѺҪҵԡ͹¡ѹ ѡѹҡ˹ ¡ѹǷСѹ ա· ҧն֧ʺҺҹҡա 㹡óչ֧աշҧѡѹ

ѧͤͧѭӹ֡Ѻ? ͧǻؾѹ㹾оطʹػẺ Ҩѡѹѹշ͡ѹ ҧ͡ѹҨѡѹѹ ¡ѹǡ֡ʹԷѹ͹硴֧ٴҡѹ  ǡ繤֡ѹͧ 駹駹 ͧµͧդöҨԵѹѡѹҹФѺ ͡ѹǻꧡѹ ¡ѹǡ Ẻѡ Ҥ ѧ¨ӹҨҤҵŧѡ ҽ˭ԧҡ繤ͻ 觧ҹѹ͹ŧç Ҥ֧ͧѹ


àªÔ§à·Õ¹
< 03 April 2007 10:59:52 >
 



 

Hil < kkkh@oho.com >
< 17 March 2008 16:31:58 >
 



 

Ӷ 4: Ҥѧ餹·ԴҴǡѹҡ ҾоطʹҪѭŴŧʧآҧ?

 

ӵͺ: ѭҤ繻ѭѧ ԸͧҧСͺѹ

    1.ûԮ  ѹٵ զԡ оطҷçйѰѴɰԨ ͻͧѹѭü ɰԨ ѭҼ¡ Ѱ÷ Ѳҷͧ ѺкѡҤʹ繷Ͷ

    2.ºҹѹѺ·Դٹҵ, ʹСѵ  й âдѺç¹ ѡٵç¹͹ʹҵҧ ءдѺ Դ㨡ѹѺҡ㹡ùѺʹ  Ѻü·ͺһҪ ԸúẺ hit and run method (˹͡ҡ鹷Ѻѹ) ѹԸշӧҹẺͧ ѰѧоѲ෤յǨѺѹ ͧ÷ȹǧûԴ, ѴԤͻԺѵԧҹҼ·ѹ (ʹյ ͼ»ԺѵԡǷ ҧö˹ҷѹ) Ѻ Ԥͻ˹»Ժѵԡþɤŧ鹷ʹž鹷´ըӹǹҡͷлԺѵԧҹѹ ԤͻʧԹô ǨѺ͹㹵͹ҧ׹ зҼ͡ҡ觢

    3.Ѱ÷ӧҹԧء ѧҴǹ㹾鹷֡Ҩ繷֡ظ   ҧѧ׺͵ǨͺԹҧ͡͡ҹԴáԢͧ餹ҹ ʹͧѺطǨз͹觵ͧ ѡѺ 仡ͷç͹͹ҵк筡سҸ(ǹªͼʺ Ͷ١ѧᡵҧ ·ѾԹ Թͧյ) ˹ҷҹͧͧԺѵ˹ҷѡȾԸҪ, §Թҧ ŻЪҪҧҤ »á ѭ㹺ҹͧѡԴҡͧóդ ˹ҷ͹öҾͻԺѵԧҹͧ˹ҷ ʹͧѺ˹ѡ/Ңͧʶҹó˹ҷ軯ԺѵԧҹԹ˹ҷ


àªÔ§à·Õ¹
< 03 April 2007 11:01:30 >
 



 

Nikolet < nikoletwesting@yaho.com >
< 19 March 2008 20:03:33 >
 



 

Ӷ 5: ҺҺ͹ͺӺѴԵ ҨԴҨöԧҴ˹?

 

ӵͺ: դ͹ФѺ 鹷ҧоطʹ¡ҡͼšǷ·ʹյǵ 繷ءԴѭ㹪Ե ҺҨ㹷ҧҧѧ öźҧǷ·ʹյ ҧ оطʹ͹Ըҧ ӷҹ,ѡ,¹»,⤡кͷж١ зշشԭҸǹ öúǧ ·ҹ騹繻á ԩй鹡绯ԺѵԵطҷ Ъ,ӴзӨԵͧʡ繡ҧػ͡ԧǡ㹻Ѩغѹ ҹ繡ᾧͧӺҡ觢 ҷӹͧҸѡҼоĵ ( áڢ )


àªÔ§à·Õ¹
< 03 April 2007 11:07:06 >
 



 

Neli < nel@yhoo.com >
< 21 March 2008 12:16:01 >
 



 

Ӷ 6: ûԺѵԸ֧ö֡ҵ֡ѧ? ÷Ӵҡ з˹ըҡһͻǤ?

 

ӵͺ: ¡ûԺѵԸ͡êШԵʹҡ ûԺѵԸ ˹ҶҡôçԵ㹪ԵШѹѺçе鹨ҡŨԵͨԵ´ Եª (͡ŨԵ) պҷ㹡úêԵ Ҽ㨻ԺѵԸú 3 ҧЪ, ӴзӨԵͧʾ ѹúǧ ¨դѵѵ ԵʧлѭҨѹ ͨԵʧ úǹ ѹͧ稴Ӵ觢 觷֡ҸԻШ¹˹ѧ Ҽ黯ԺѵԸ֡ҸԨԵ͡Ѥ ҧ úǹԡúǹ ʵԢͧ黯ԺѵԸҡ觢 觶֡仨зؾྐྵҹʵԭҳ ֡ҵԡ͹ ǹҷӴը˹ըҡһ? Ѻһ 褹з͹¹С͹Թ¹ҡ ҡͺһ繡˹ѡ¡Ҥء (͹¹͹Թŧҡҡеŧ) ҡеҹҹ ӹͧǡѹ ҡ·ӺһдѺ¡Ҥء ѹҽ֡ҸԨҹ (繤ء´) ·Ӫҡ͹ շҷ Ǥ͡ý֡ҸԨҹкѹԴ㹾šѵѵ

    繡շҧҧǡѺҷҡҡѹ? ѧ˹ҡҡѹ? ѧ 觷ӷҹ, ѡ,֡ҸоѲһѭҨ֧Ըշش㹷ȹТͧоطʹ ֧͡觧ҹͧҨѺվͷзԵûԺѵԸ趴 繼Żª


àªÔ§à·Õ¹
< 03 April 2007 11:09:09 >
 



 

Lina < linnn@yaho.com >
< 23 March 2008 00:19:22 >
 



 

Ӷ 7: դԹҴ͢ҧ ҨԴҧä?

 

ӵͺ: á ¢ҧͨЪͻ ¡ҨոáѺҤëҨѹһá еͧ˹ҷ͹зԨ Թͧ͢оѡ͹ Ҵ  ҴӴ͹ ҴӺҧŹ ֧ҺҾТҧ˹? ҹ ҧա繾Թҧ 繴·ШШѺԹͧԹҫͧ͢ǹ觵ͧҤҡѺǺҹºҧ Ǻҹѷ ʶҹ⤨ ҧ繺ѷöҨѴ §ѧ֡֡ 繾ʧ׹Ѻ ҷҹͧëػóӧҹ ١Ѵ㺻СǴҤǶ໡ ͧ͡ҧ ʧͧӹ֧֧ҧѴʶҹ⤨͹ѹ


àªÔ§à·Õ¹
< 03 April 2007 11:10:08 >
 



 

Lina < linnn@yaho.com >
< 23 March 2008 02:22:23 >
 



 

Ӷ 8: ѡͻǤѺ?  ¾ط觧ҹǶ֧ҡѹ 繪Ǿط?

 

ӵͺ: ѡѹҺ оطҵҵͧո͡ѹ 4 Сäѷѹ,ըҤ͡ѹ,͡ѹջѭ͡ѹ

    ѨغѹҡѹҡФ˭ԧ觡ѹǹ˭㹻ѨغѹͧҤͧդس˹? Ӥѭ¹͡ ´,ҹд,ʹ, ҹѺСѹҨФͧѹʹʹ ª¡ ˭ԧ¡ ºҧҡҧ 蹡þѹҧ ѺԴͺҧ ͺǡҧ׹ҧ Ժҧ ˭ԧҡҹҧ ءԡӤҭҧ ҷ ʹҹѹѧҧ  ҹʴҷ駤դسҧѹ 觤ԧ ˭ԧ駪¤è֡ػҹ͹еѴԹ觧ҹѹ һѨ·ͺǾѧͤسͤԴҹ¡ѹͧ

    ҡ͹ѡԴ˹觹ФѺ ԧ ǷȹФԤµçѹ Фҧաͺ͹ѹ 觧ҹԹ 2 ա͡ѹǤѺ 褹ѹշ 3 ֧շ 50 ҡҹ س ոҹ 觧ҹѹ ͧ繢ͺͧͧѹСѹҡ ոҡ ըԵӹ֡㹡ѡ ֧֡͡͡ öᵡ͡ѹ йҳ֧йǪ¹ѡѡ˹觡͹ Ե㨨˹ѡ蹤 ͨйӽ˭ԧ觷١ͧ觧ҹ Ѩغѹ ѡǪླҹ Ǫ 15 ѹ 1 ͹᷺¹

    ÷Ǿط觧ҹҡз駤ͽ㴽˹黯ԺѵԵѡ͹ͧоط ǹ¡ó 繪ǾطԹ ¹  ˭ԧҡѴҹ Ŵ͡ ҷ駤·ն ʹѡ¡ѹҡ 礧 ҹ· ѧ 繴ԷԾš ҡش


àªÔ§à·Õ¹
< 03 April 2007 11:13:05 >
 



 

Bobe < booo@yaho.com >
< 25 March 2008 21:10:10 >
 



 

Ӷ 9: Όͧ¹ʹҨзҧä? Ό͡ҷءʹ͹餹繤ըԧͻǤ?

 

ӵͺ: Ό͡ҷءʹ͹餹繤 ͧΌͧ¹繾طʹԡԤѺ Ҩеͺҧ ԧ ѡҧ ʹ͹ء繤 ´͹ѹ ʹš 2 ҧҧ ǹ (Ҿҧš繷觤آءͧ) ԸջԺѵԡ͵ͧǴ͹͹ҵ¨Ѻͧ صԡ¹µԴǹ (Ҿš Ǹҵ׺Ǣ稨ԧ ֧¡ӹҨͧ ٨Ҿ)

   оطʹ繻ǹ Ҿҧš оطҷçͺ¤Ҿš ¹µԴѧ鹡 Ե繵ԢԵ Ҩش鹨ҡǧ¹µԴСͧͧ Ҫش ԴԴ ҡش鹨ҡʡͧŧͻԺѵԸ һԺѵԡ軯Ժѵҡ ¢ͧоطʹҤ͹Ծҹ Ѻ ͤҧ ѹ仹Ѻ;ʹҷҾҧš ҡԡѺ͡ԢԵ ᵡҧѹҧԧ ¹Ըաö֧¡¹

   С¹¨ҡԾҹ  ǹǼ ¹ʹԷѹͺ觡з顮ҡ ѡͧоطʹҧ蹤 ¹ ЪԵҵͧӹ֧֧͹ҤҵԴ

   ԧ ǾطѺѺʹ ФѺ ¡ó СͺԸ觧ҹѴͧ˹觧ҹѺ 㹺ҹ ҧѹ㹡Сͺسշҧʹ ҧʹѹҧ ШǾط¹ҧ ҨеѴԹҧ

    оطҵ͹˹Ҥ¡ѹҧҺ蹵ͧѷ͡ѹ ç觧ҹѺҧʹǨСӨѴԷСͺԸʹҵͧ ʹçԵ¡ѹҺ ҤѺʹǡѹԤѺҨ繷ҧ͡.


àªÔ§à·Õ¹
< 03 April 2007 11:15:11 >
 



 

Milena < mila@ol.com >
< 28 March 2008 10:51:49 >
 



 

Ӷ 10: ʵͻǤ㹻Ѩغѹ? ʹյͧҡ蹢عἹ Էķҧ ҡ ҹԧͻǤ?

 

ӵͺ: ʵʵͧ͹Ѻ çѺطʵ ʵͧ ûСͺԸʵ㹻 Թ¡դͶþǷҴǷҶҤҧ ҡ    ᶺҹѧբʵҧ ҺҡûСͺԸʵҡ˹    ءѹ ǧԷʵ˹ҡ ͧʵŴŧ仵ǹ ҤҨ ԧ ҡҡ ôѧ äͧ͢ԧ㹻Ѩغѹж١ռ仾ǤѺ ǹعἹͧó ءͧͧԧ ҧաü١ͧͧԷķүԴʹءʹҹԧ  令ԴҨеͧͧԧ


àªÔ§à·Õ¹
< 03 April 2007 11:16:47 >
 



 

Bela < bela@ol.com >
< 30 March 2008 00:37:47 >
 



 
"เมื่อพระพุทธศาสนาเสื่อมสิ้นไปจากโลกนี้แล้ว ก็เป็นเรื่องปรกติที่จะมีผู้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอีกครั้ง ครั้งต่อไป คือพระศรีอริยเมตไตรย พระองค์ก็จะมาประกาศสัจธรรมซึ่งมีเนื้อหาดุจเดียวกับคำสอนของพระสิทธัตถสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เราศึกษากันอยู่นี้แหละครับ คำสอนของพระพุทธเจ้าในอนาคตจึงไม่ต่างอะไรกับปัจจุบัน" คำสอนนี้เป็นหลักคำสอนที่แท้จริง และตรงตามความหมายในพุทธศาสนาจริงหรือ หรือว่าผู้ศึกษาเป็นเพียงผู้จบบาลีชั้นสูง และเป็นได้เพียงผู้ที่อ่านพระไตรปิฏกจากเล่มบาลีจนครบเท่านั้น แต่ไม่สามารถตีความได้ตามความหมาย

somsak < somsak_047@hotmail.com >
< 30 April 2007 00:37:43 >
 



 

Bill < bill@yaho.com >
< 31 March 2008 00:06:23 >
 



 

ถ้าพระไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองจะผิดไหมคะ

แต่สมัยโบราณก็มีประวัติพระเกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง


witan < witan_t@hotmail.com >
< 30 April 2007 20:36:49 >
 



 

Bobi < boob@ol.com >
< 01 April 2008 00:16:45 >
 



 

˹¡  ""   ͧ´ա    任ͧͧʶҺѹҵʹҧԴ  ԼԴ  

ʶҺѹҵ  ʹҨ

ŧѤѺ͡ ҧԴ

 


¡ÃѪ¡ÒÂ
< 05 May 2007 07:44:03 >
 



 

Willi < will@yaho.com >
< 02 April 2008 06:40:32 >
 



 

ความสำคัญของศาสนาคืออะไรกันแน่

 


T < t_enjoy435@hotmail.com >
< 09 June 2007 11:11:38 >
 



 

Bil < dockm@yaho.com >
< 06 April 2008 00:28:39 >
 



 

ปกติแล้วตามกฏหมายพระลงคะแนนเลือกตั้งได้หรือเปล่าครับ ที่มาประท้วงผิดวินัยสงฆ์ ไหมครับ ปกติพระจะอยู่ทางสายกลางใช่ไหมครับ ตอนนี้ผู้นำคาทอลิก เขาได้ทีออกมาประกาศแล้วนะว่าจะไม่เอาศาสนาของเขาไปยุ่งกับการเมือง

อยากถามว่าถ้าวินัยสงฆ์บอกว่าประท้วงแล้วไม่ผิดก็ควรประท้วงนะครับ แต่ถ้าในพระธรรมวินัยเขียนไว้ว่าผิด ก้เป็นความเห็นของคนที่ไม่เชื่อวินัยสงฆ์นะครับ

 


soodlaw
< 07 August 2007 20:48:49 >
 



 

pstmen < gmqudh@pjborr.com >
< 26 July 2008 20:52:22 >
 



 

ԡҹһШӪҵ ⡧Թ͹ҹФѺ

㹻ҡẺչ ҡѺáѺ ҾѲһȴա ǹ͡ǺؤŴաҹ


¤¹ÍÂÒ¡ÃÙé
< 07 August 2007 20:51:05 >
 



 

wsyekuqd < hgpjxk@qcnkqv.com >
< 27 August 2008 05:09:54 >
 



 

lhhdpv < zroiju@kvsicw.com >
< 28 September 2008 19:26:11 >
 



 

odougjism < pufmmf@uivyux.com >
< 31 December 2008 06:35:51 >
 



 

krrkfglxq < hbanqp@yjjwhf.com >
< 04 January 2009 09:19:46 >
 



 

ท่านผู้ถามปัญหาทั้ง13ข้อนี้เป็นผู้มีปัญญามากจึงคิดปัญหาเหล่านี้ได้ เพราะหากผู้ตอบศึกษา เข้าใจในพุทธศาสนาน้อยจะตอบปัญหาเหล่อนี้ได้ไม่ชัดเจนเลย กระผมขอถามท่านด้วยความสัตย์ซื่อว่าท่านต้องการรับรู้คำตอบของคำถามโดยแท้จริงหรือไม่ หรือเพียงถามเพื่อการเอาชัยเท่านั่น

คำถามขอท่านกระผมตอบให้ได้โดยส่วนมากบางคำถามต้องใช้เหตุและผลมากจึงอธิบายให้พอเข้าใจได้ การพิมพ์ต้องใช้เวลานานมาก คำถามของท่านต้องอธิบายตามเหตและผลไม่ใช่ตามคำเชื่อ เหตุผลคือหลักอันใครๆโต้เเย้งไม่ได้ หากท่านเปิดใจกว้างฟังและคิดตามเหตูและผลท่านและพอเข้าใจตามได้ เช่นเพราะมีกลางวันจึงมีกลางคืน เพราะมีแสงอาทิตย์โลกจึงสว่าง เพราะมีความเกิดจึงมีความตาย ที่ทุกข์เพราะมีเหตุให้เกิดทุกข์เป็นต้น อะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผล หลายปัญหาในพระพุทธศาสนานั้นยากที่คนสึกษาน้อยจะหาคำตอบที่ถูกต้องโดยการคิดจินตนาการเองได้เพราะท่านจะเจอคำถามที่ยากจะเข้าใจมากมายเพราะคำสอนของพระพุทธเจ้ามีอยู่84000บท รวมได้92เล่มหนังสือ ใจความโดยสำคัญสอนเรื่องทุกข์และความดับทุกข์

ผู้ที่จะตอบคำถามท่านต้องไม่ใช่คนที่เข้าใจเพียงบางส่วนแต่ต้องเข้าใจโดยส่วนมาก จึงสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนแก่ท่านได้เพราะไม่ฉนั้นเหตุและผลจะขัดแย้งกัน ข้อสงสัยออื่นจะตามมาอีกมากดังที่ท่านตั้งคำถามมาขณะนี้


sarawudcruise@yahoo.com
< 25 March 2009 13:57:44 >
 



 

ตอบข้อหนึ่งหวังอย่างยิ่งว่าจะมีประโยชน์ต่อผู้ใฝ่รู้ทุกท่าน

1)  โดยหลักทั่วไปซึ่งเราๆจะทราบในการศึกษาเล่าเรียนมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนั้นว่าการที่จะนับว่าศาสนาใดจะถือว่าเป็นศาสนาหรือไม่นั้น ศาสนานั้นจะต้องมีพระเจ้าองค์เดียว แต่เมื่อศาสนาพุทธไม่มีพระเจ้าคงมีแต่พระพุทธเจ้าซึ่งนับว่าเป็นเพียงแค่ศาสดาเท่านั้น แล้วทำไมจึงนับว่าพุทธ เป็นศาสนาด้วย ทำไมไม่นับว่าเป็นแค่ลัทธิ

 

ตอบโดยย่อ        คำว่าศาสนาประกอบขึ้นด้วยสิ่งสามประการ คือ

      1   ศาสดาผู้กอ่ตั้ง ผู้ประกาศ ผู้เผยแผ่บุคคลแรก เช่น ศาสนาคริต มีพระเยซูเป็นศาสดา นับถือบูชาพระยะโฮวาเป็นทีพึ่ง ศาสนาอิสลาม มี พระนมีมูฮัมหมัด เป็นศาสดานับถือบูชา พระอัลเลาะเป็นที่พึ่ง ศาสนาพราหม กระผมไม่ทราบต้นเค้าศาสดาแต่มี นับถือบูชา พระพรหม พระศิวะ พระนาราย เป็นต้น

          ส่วนศาสนาพุทธ มี พระพุทธเจ้า เป็นศาสดา ท่านเคารพนับถือความจริงไม่นับถือสมมติอันปรุงแต่งนิยามรูปลักษณ์ท่านนับถือเคารพบูชาพระธรรมอันเป็นความจริงเพราะตัดความสมมติออกได้ท่านค้นพบด้วยปัญญา เช่น วันคืนมีการเกิดดับอยู่เป็นนิจ ความทุกข์สุขมีความเกิดดับ อารมณืมีความเกิดดับ มีเกิดจึงมีตาย มีกลางวันจึงมีกลางคืน มีกลางคืนจึงมีกลางวัน มีเกิดจึงมีตาย มีตายจึงมีเกิด ดังนี้เป็นต้น คำตอบแห่งความเหล่านี้ล้วนเกิดแต่เหตุเมื่อพบเหตุจึงพบผลของเหตุเหล่านั้นทั้งหลายโดยไม่มีส่วนเหลือ เพราะเหตุทั้งหลายมีการเกิดดับเป้นธรรมดา ผลต่างๆก็ดับเพราะเหตุดับ ดังหัวใจของคำสอนที่ว่า ทุกข์เกิดขึ้นมีอยู่ เพราะเหตุแห่งทุกข์มีประการต่าวๆ ดังนั้นความดับไปแห่งทุกข์ทั้งหลายเพราะความดับไปแห่งเหตแห่งทุกข์ เมือ่พระพุทธเจ้าค้นพบถึงตอนนี้ ท่านจึงค้นต่อว่า เมื่อทุกข์ทั้งหลายมีอยู่ เพราะมีเหตุเป็นทำให้เกิด เมื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้ทุกข์ทั้งหลายจึงดับ ก็อะไรเป็นเหตุเป็นทางให้ถึงความดับทุกข์ พระองค์จึงค้บพบทางสายกลางเพื่อปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์คือมรรค8 เป็นต้นโดยย่อคำสอนอย่างอื่นๆก็มีลักษณะอย่างนี้ เพราะมีเหตุจึงมีผล เพราะผลจึงมีเหตุ เพราะเหตุดับผลจึงดับ เพราะผลดับเหตุจึงดับ ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงไม่นับถือพระเจ้าใดๆ จะ เคารพนับถือแต่ความจริงมีเหตุและผลเท่านั้น และที่เรียกว่าพระพุทธเจ้าเพราะเหตุดังนี้ พระใช้นำด้วยความเคารพ พุทธ แปลว่าผู้ร้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานคำว่า เจ้า นั้น พระท่านเป็นเจ้าชายแห่งสากยวงศ์บุตรแห่งพระเจ้าสุโทธนะ

      2 คำสอนอันเป็นหลักธรรมเอกเทศ เป็นข้อวัตรปฏิบัติ เช่น ศาสนา อิสลาม มีการบูชาพระเจ้าโดยการทำละหมาด การไม่กินเนื้อที่ศาสดาห้าม เป็นต้น ศาสนาคริต เช่น การถือตามโอวาส 10 ประการ ตามคำสอนของศาสดา ศาสนาพราหม ถือการอาบน้ำชำระบาป การบูชายันต์ บูชาไฟ เป็นต้น ข้อคำสอนอื่นแตกต่างกันไปอีกมากไม่ขอกล่าว

          ส่วนศาสนาพุทธมีคำสอนหลักๆเช่น กรรมดีชั่ว ทางกายก็ดี ทางวาจา หรือทางใจก็ดี กรรมดีให้ผลเป็นดี กรรมชั่วให้ผลเป็นชั่ว กรรมดีมีผลเป็นสุข กรรมชั่งให้ผลเป็นทุกข์ กรรมแปลตามภาษาไทยว่า การกระทำใดๆทางกาย ทางวาจา ทางใจโดยอาศัยเจตนาเข้าประกอบ กรรมดีทางกายเช่น การนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ ต่อบิดามารดา ผลเห่งกรรมนี้คือที่รักที่ชอบใจของบุคคลทั้งหลาย กรรมดีทางวาจาเช่น การพูดคำจริง การพูดเพื่อสมานสมัคคี การพูดคำไพเราะอ่อนหวาน พูดเหล่านี้ล้วนให้ผลเป็นสุข กรรมดีทางใจ เช่น คิดการให้ คิดความเมตตาไม่เบียดเบียน ไม่พยาบาท เป็นต้น ส่วนกรรมชั่วให้ผลเป็นชั่วก็นัยตรงกันข้ามเป็นต้น คำสอนหลักอย่างหนึ่ง ให้ทำความดีประการต่างๆอันไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่น การไม่ทำชั่วทั้งปวงเพื่อความไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง และการทำใจให้ผ่องแผ้ว โดยอาศัยคุณธรรมมีศีล 5 เป็นต้นยังคุณธรรมที่สูงขึ้นให้บังเกิดมีสมาธิในระดับต่างเพื่อประโยชน์สูงสุดคือเป็นฐานให้ปัญญาได้พิจารณาสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง การบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าและพระอรหัตผู้หมดกิเลศ สิ้นทุกข์ เข้าถึงพระนิพพาน ตัดวงจรแห่งสงสารจักร การไม่กำเนิดในพบภูมิใดๆ อีก เรื่องนี้เป็นธรรมลึกซึ้งไม่สะดวกอธิบายเพราะจะยาวขอจบไว้แต่เท่านี้ สรุปคำสอนของพระพุทธเจ้าย่อจากทั้งหมด 84000 บท คือ 1 ศีล การเว้นจากการประพฤติชั่วทางกาย วาจา 2 สมาธิ ความสงบระงบทางใจ 3 ปัญญา อาศัยทางสายกลางคืออริยมรรคมีองค์ 8 พิจจารณากายและจิตโดยความเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ของตน เมื่อ ศีล สมาธิ ปัญญา ถึงความแก่รอบบริบูรณ์ การบรรลุธรรมครั้งที่หนึ่งจะเกิดขึ้น เรียกว่าบรรลุโสดาบัน เป็นการก้าวข้ามเข้าสู่ความเป็นพระอริยะ คำว่าโสดาบันแปลว่าผู้ไม่ตกต่ำ จะตัดทางไปอบาย มีนรก เปรต อสุรกาย และเดรัชฉาน จะเกิดในมนุษย์อย่างมาก 7 ชาติ จะทำที่สุดแห่งทุกข์เข้าสู่พระนิพพานแน่แท้ ส่วนการบรรลุธรรมสูงขึ้นไปอีกมี สกตาคามี อนาคามี และอรหันจะยังไม่กล่าวในที่นี้

        3 สาวก ในศาสนาพุทธเรียกว่าพระสงฆ์ แบ่งออกเป็นสองประเภท 1 สมมุติสงฆ์ ยังมิได้บรรลุพระโสดาบันขึ้นไป ละกิเลศ ด้วยการใช้ศิลกดไว้ ยังอยู่ขั้นปฏิบัติ ยังมีกิเลศ โลภ โกรธ หลง ยังไม่แน่ว่าจะพ้นอบายหรือไม่ พระสงฆ์เหล่านี้จัดเป็นสมมติสงฆ์ 2 อริยสงฆ์ ตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันผู้บริสุทธิ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ทำลายกิเลศทั้งหลายมี โลภ โกรธ หลงได้อย่างสิ้งเชิงเมื่อดับขันธ์ทั้งสุดท้ายจะเข้าสู่พระนิพพานไม่เกิดในกำเนิด4มีเกิดในไข่ เกิดในครรภ์ เกิดในตรม หรือเกิดโดยผุดขึ้นเรียกว่าโอปปาติกะ มีเทวดาและพรหมเป็นต้น พระอรหันทั้งหลายเมื่อดับขันธ์แล้วกระดูกที่ทิ้งไว้ในโลกย่อมแปรเปลี่ยนเป็นพระธาตุคล้ายแก้วมณีโดยแน่นอน ความจริงแม้ชาวพุทธก็หาคนเข้าใจเรื่องเหล่านี้น้อยเพราะไม่ค่อยศึกษา เมื่อไม่เข้าใจก็พากันคิดเห็นเอาแบบอย่างพระสงฆ์ที่เป็นสมมติสงฆ์เป็นประมาณ เพราะมีไม่น้อยเป็นเพียงมารศาสนาหวังลาภสักการะมิได้ปฏิบัติในธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ขอท่านจงอย่าได้มองสงฆ์เหล่านี้เป็นประมาณ นี้มิใช่สงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า พระสงฆที่แท้จริงคือพระอริยสงฆ์ที่มีแล้วในอดีตเช่นพระสารีบุตร พระโมฆลานะ พระมหากัสสปะ พระอานนท์ เป็นต้น หรือในยุคกึ่งพุทธกาลเช่นหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่แหวน หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ชา และพระธุดงที่กระดูกกลายเป็นพระธาตุแล้วจำนวนมาก เป็นต้น

   นี้คือสามประการใช้ในการบัญญัติศาสนา ส่วนลัทธินั้นไม่ประกอบด้วยองค์3นี้


sarawudcruise@yahoo.com
< 25 March 2009 18:52:52 >
 



 

2) ในศาสนาพุทธถือว่าใครเป็นผู้สร้างโลก ใครเป็นผู้สร้างนรก-สวรรค์ ใครเป็นผู้สร้างสรรพชีวิตทั้งหลายให้เกิดมาในโลกใบนี้  แล้วใครถือว่ามีอำนาจสูงสุดของศาสนาพุทธ 

ตอบ  ในศาสนาพุทธไม่ถือใครสร้างจักรวาล ดวงดาว โลก หรือสรรพชีวิตทั้งนั้น ความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเป็นลักษณะไตรลักษณ์เหมือนกันหมด สิ่งใดปรุงแต่งขึ้นจากธาตุ4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นตั้งอยู่บนกฏ3อย่างคือ ไม่เที่ยงเพราะทรงสภาพเดิมไม่ได้ เกิด ดับเกิดดับอยู่เสมอ และไม่ใช่ใครๆจะเข้ายึดถือว่าเป็นตน ของๆตนหรืออัตตาตนได้ จักรวาลประกอบขึ้นจากธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ดังนั้นจักรวาลทั้งหลายจึงเกิดความเปลี่ยนแปรไม่แน่นอน หากใครๆเข้าใจว่าจักรวาลนี้เที่ยงผู้นั้นเข้าใจผิด การระเบิดเรียกว่า บิกแบง จะทำให้ ดวงเล็กดวงน้อยเป็นจุนไปนักวิทยาศาสตร์ก็ค้นพบเรื่องนี้แล้ว แต่เรื่องการแตกสลายของจักรวาลนี้พระพุทธเจ้ากล่าวไว้เมื่อสองพันห้าร้อยปีก่อนแล้ว พระองค์ทรงบรรยายไว้อย่างชัดเจนมาก ถามว่าเหตุใดพระองค์ทรงรู้ เพราะเหตุว่าการบรรลุเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ทำให้พระองค์บรรลุคุณวิเศษหลายประการเรียกว่า อสาธารณะญาญ4 คือญาญที่มีเฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้น    ทศพลญาญ10 และเวสารัชญาญ4 รวม18 พระญาญ จะไม่กล่าวทั้งหมดว่าพระญาญเหล่านั้นในทำอะไรบ้าง

เช่น บุปเภนิวาสานุสติญาญ คือระลึกชาติได้เป็นอันมาก ไม่ติดขัดในอดีตไม่มีประมาณ การได้ญาญอย่างนี้ทำให้พระพุทธเจ้ารู้เห็นการเกิดและความดับแห่งโลกและจักรวาลหาประมาณมิได้ ส่วนหมู่มนุษย์หรือสัตว์ทั้งหลายในวัฏจักนี้ทำกรรมอย่างนี้ตายจากอัตภาพนี้สู่ภพน้อยใหญ่อย่างไรก็เป็นหนึ่งในพระญาญของพระองค์ รู้อดีต ปัจจุบัน อนาคตอย่างถูกต้องไม่คาดเคลื่อน นี้ก็เป็นหนึ่งในพระญาญของพระองค์

ญาญอีกอย่างหนึ่งคือทิพจักษุคือมีตาทิพเห็นนรกเปรตอสุรกายเทวดาพรหมโดยละเอียดไม่ปกปิดเลย นรก โลก และสวรรค์เกิดขึ้นพร้อมกับการกำเนิดจักวาล วัฏจักหมุนอยู่อย่างนี้หาต้นไม่หาปลายไม่พบ กรรมทั้งหลายจำแนกสัตว์ให้เลว ประณีต หยาบละเอียด จำแนกไว้ในนรก เปรต อสุรกาย เทาดา หรือพรหม กรรมเป็นประดุจเครื่องหมุนวัฏจักร สรุปคือสรรพสัตว์กำเนิดแต่กรรมที่ตนเองทำไม่มีผู้ใดเนรมิตหรือสร้างให้ไม่

ส่วนคำถามที่ว่า ใครมีอำนาจมากที่สุดในศาสนาพุทธ

พระรัตนไตรมีอำนาจมากที่สุดในแง่ผู้ชี้นำทางพ้นทุกข์ สิ่งใดจะสำคัญกว่าการพ้นทุกข์เล่า จักวาลเป็นสิ่งไม่เที่ยง โลกนี้ก็ไม่เที่ยง สวรรค์ก็ไม่เที่ยง ร่างกายของสัตว์ทั้งหลายก็ไม่เที่ยง หนีความตายการแตกดับไม่พ้นเลย หากว่าพวกเขาปราถนาความพ้นทุกข์เขาต้องปฏิบัติเองไม่ใช่พ้นทุกข์ด้วยการขอหรืออ้อนวอน แต่การให้ทานย่อมนำสุขมาให้ ผู้มีศีลอันรักษาดีแล้วเขาย่อมหวังได้ในสวรรค์เมื่อละสังขาร ส่วนผู้มีศีลงามทั้งปฏิบัติสมาธิจนได้ฌาญเขาย่อมเกิด ณ พรหมโลก ส่วนผุ้ปฏิบัติวิปัสนากรรมฐานจนรู้แจ้งอริยสัจ4 รู้ทุกข์ ละเหตุแห่งทุกข์ ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ โดยอริยมรรค8 ผู้นั้นชื่อว่าพระอรหันต์มีนิพพานเป็นที่ไปในเบื้องหน้าไม่กลับมาเกิดในภพภูมิใดๆอีก

พระรัตนตรัยคือ

พระพุทธเจ้า

พระธรรมคำสอน(พระวินัย พระสุตัน พระอภิธรรม)ย่อลงศีล สมาธิ ปัญญา

พระสงฆ์ในที่นี้นับแต่พระอริยสงฆ์ตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอรหันต์


sarawudcruise@yahoo.com
< 26 March 2009 00:36:43 >
 



 

3) จากความเชื่อที่ว่าคนเราการที่จะเกิดมาได้นั้นย่อมเป็นไปตามกรรมจากชาติที่แล้วจึงขอถามว่า ถ้าชาติที่แล้วมีจริงก่อนที่เราจะเกิดมาหากว่าเราทำความดีแล้วเราจะต้องได้ไปเสวยสุขในสววรค์ก่อนใช่หรือไม่ แต่หากว่าถ้าเราทำความชั่วเราต้องตกนรกก่อนหรือไม่และเมื่อหมดคุณงามความดีหรือหมดกรรมแล้วเราถึงจะได้กลับมาเกิดใหม่ใช่หรือไม่

ตอบ ขอกล่าวเรื่องลักษณะของกรรมก่อนนะครับ กรรมมีสามประเภทคือ กรรมทางกายเรียกว่ากายกรรม กรรมทางวาจาเรียกว่าวจีกรรมและกรรมทางใจหรือทางความคิดเรียกว่ามโนกรรม กรรมในที่นี้แปลว่าการกระทำสิ่งใดๆก็ตามทางกายวาจาใจโดยอาสัยเจตนา แต่หากการกระทำใดๆไม่มีเจตนานั้นไม่เรียกกรรมในที่นี้เรียกกิริยา

กรรมที่ทำแล้วทางกายวาจาใจก็ดีให้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งในสามอย่างนี้คือให้ผลเป็นสุข ให้ผลเป็นทุกข์ และให้ผลไม่สุขไม่ทุกข์

กรรมดีให้ผลเป็นสุข กรรมชั่วให้ผลเป็นทุกข์

กรรมดีทางกายเช่น การเว้นจากการฆ่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย เว้นจากการลักโขมยของอันมีเจ้าของ หรือเว้นจากการพฤติสามีภรรยาผู้อื่น เว้นการดื่มสุรา เป็นต้น กรรมเหล่านี้มีแต่ประโยรชแต่ฝ่ายเดียว

กรรมดีทางวาจา เช่นการพูดคำสัตย์ การไมพูดคำหยาบเป็นต้น

กรรมดีทางใจ เช่น จิตเมตตา จิตไม่พยาบาท จิตที่ยินดีกุศล ความดีเป็นต้น เหล่านี้เป็นไปเพื่อความดี เพื่อความสุขเพื่อประโยชน์ เป็นไปเพื่อสุขติภูมิมีมนุษย์และสวรรค์เป็นต้น

ในทางกลับกันกรรมชั่วจะให้ผลเพื่อทุกข์ เพื่อโทษ ไม่ใช่ประโยชน์ เป็นไปในทุกคติภูมิมีนรกเป็นต้น

ทุกขณะยกเว้นหลับมนุษย์ทำกรรมตลอดเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางมโนกรรมกล่าวคือ เมื่อตาเห็นรูป เกิดชอบไม่ชอบ เกิดความคิดดีเป็นกรรมดี เกิดความคิดชั่วเป็นกรรมชั่ว เมื่อหู จมูก ลิ้น กาย หรือใจ ถูกสัมผัสจิตจะแล่นไปสู่กรรมกุศลและกรรมอันเป็นอกุศลโดยส่วนมากดังนี้


sarawudcruise@yahoo.com
< 26 March 2009 01:44:07 >
 



 

ต่อ

ดังนั้นวันๆหนึ่งมนุษย์ทำกรรมทางใจมากมายมหาศาล ดีบ้างไม่ดีบ้างสลับโปนเปกันไป ในขณะคิดดีความสุขก็เกิดเป็นผล ขณะคิดชั่วความทุกข์ก็เกิด กรรมในอดีตจึงให้ผลในปัจจุบัน กรรมปัจจุบันให้ผลในอนาคต แล้วทำกรรมใหม่อยู่อย่างนี้ กรรมที่ไม่มีเหตุยังให้ผลไม่ได้ก็รอโอกาสให้ผล กรรมดีให้ผลอยู่กรรมชั่วก็ให้ผลไม่ได้ ขณะกรรมชั่วให้ผลอยู่กรรมดีก็ให้ผลไม่ได้กรรมเก่าใช้ไม่หมดกรรมใหม่ยังทำตลอดเวลาดังนั้นกรรมจึงส่งผลไปชาติหน้าเป็นต้น ดังพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในปฏิจปมุทบาทว่า

เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัญหา เพราะมีตัญหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะมีภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ เพราะมีชาติเป็นปัจจัยจึงมี ชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขโทมนัสอุปาญาต ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์มีด้วยอาการอย่างนี้

กรรมแต่ละอย่างให้ผลไม่เหมือนกัน เช่นฆ่าสัตว์ เมื่อกรรมนี้มีเหตุปัจจัยให้ผลอาจเจอภัยให้ขาหนักแขนหัก หากชาตินี้ให้ผลไม่ได้เพราะกรรมดีบางอย่างให้ผลอยู่กรรมนี้จะรอโอกาสให้ผลในอนาคตแต่ให้ผลแน่ ถ้าฆ่ามนุษย์ให้ผลหนักกว่าหลายเท่าๆ หากฆ่าบิดามารดาให้ผลหนักกว่าฆ่ามนุษย์ธรรมดาเป็นร้อยๆพันๆหมื่นๆเท่าตายจากอัตภาพมนุษย์ตกนรกขุมลึกที่สุดคืออเวจีนรกและอยู่นานนับแสนๆกัปเลยทีเดียวกรรมดีอะไรๆเว้นไว้ก่อน เรื่องกรรมนี้มีรายละเอียดมาก ผู้ที่รู้เรื่องนีโดยไม่มีส่วนเหลือคือพระพุทธเจ้าเพราะท่านรู้กรรมของสัตว์เป็นหนึ่งในญาญอันไม่เอื้อใครๆเว้นไว้แต่พระพุทธเจ้า

ส่วนกรรมนำขึ้นสวรรค์หรือกรรมนำลงนรกมีลักษณะดังนี้ ก่อนจิตดวงสุดท้ายจะดับจิตหน่วงเอาอารมณืใดอยู่หากจิตเป็นกุศลไม่มัวหมองมี ทาน ศีล เป็นต้นเป็นอารมณ์ ดับแล้วปฏิสนธิอาจในมนุษย์ หรือสวรรค์ได้ หากจิตดวงสุดท้ายดับด้วยความสงบในฌานปฏิสนธิในพรหมโลกแต่หากจิตหน่วงเอาอกุศลเป็นอารมณ์แล้วไซร้หนักก็ส่งนรก เปรต อสุรกาย หรือสัตว์เดรฉานทุกจำพวก

พระอานนท์เคยถามพระพุทธเจ้าว่ามนุษย์ตายแล้วไปเกิดที่สุขติหรือทุกคติมากกว่ากันพระพุทธเจ้าท่านให้เทียบดังนี่ว่า วัวตัวหนึ่งมีสองเขาเปรียมเหมือนได้ไปสวรรค์สองคนส่วนของวัวที่เป็นขนไปสู่อบายมีทุกคติวินิบากนรกเป็นต้น

การไปสู่สวรรค์หรือตกนรกเอาจิตดวงสุดท้ายเป็นตัวชี้วัด บ้างขึ้นสวรรค์ก่อนอยู่ใช้บุญหมดกรรมชั่วให้ผลต่อก็ไปเกิดในนรกรับกรรมจนกว่าจะหมดเมื่อกรรมดีบางตัวให้ผลก็จะสู่ภพภูมิที่ดีขึ้นกรรมชั่วกรรมดีให้ผลวนเวียนอยู่อย่างนี้ใช้กรรมเก่าทำกรรมใหม่หาต้นไม่เจอหาปลายไม่พบจมอยู่ในวัฏสงสารหาทางออกไม่ได้ถูกกิเลสตัณหาและอวิชชาครอบคลุมปิดบังไว้หมดเปรียบเหมือนคนบอดฉะนั้น

ของจบเรื่องกรรมไว้เท่านี้ก่อนนะครับมีรายละเอียดมากมายไม่อาจจะกล่าวให้หมดได้


sarawudcruise@yahoo.com
< 26 March 2009 03:47:09 >
 



 

4) จากคำถามข้อที่ 3. แล้วทำไมในเมื่อเรากลับมาเกิดใหม่ เราถึงจดจำความสวยงามในสววรค์หรือความน่ากลัวหรือเจ็บปวดในนรกไม่ได้เลย เราในโลกใบนี้ก็มีความรูกสึกแค่ตอนที่เราเกิดมาในโลกใบนี้เท่านั้น แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ถ้าเราทำความดีแล้วเราจะได้ขึ้นสวรรค์จริง หรือทำความชั่วเราจะต้องลงนรกจริง ในเมื่อเราก็ไม่เคยรู้สึกรู้สาหรือจดจำอะไรไม่ได้เลย

ก่อนจะอธิบายรายละเอียดอารการแห่งความจำได้หมายรู้นั้นกระผมจะขอถามท่านว่าเมื่อเกิดมาดูโลกเมื่ออายุหนึ่งปีบ้าง2  3  4 5ปีบ้าง ท่านจำรูปที่สวยที่หรือน่าเกลียด ท่านจำเสียงที่ไพเราะที่สุดหรือน่าชังที่สุด ท่านจำรสของอาหารที่ท่านเคยทานว่ามื้อนี้เป็นอาหารอย่างนี้รสชาดอย่างนี้อร่อยมากอร่อยน้อยหรือรสชาดแย่มาก หรือความเจ็บปวดในตอนที่ท่านเป็นเด็ก พูดโดยรวมคือท่านจำสิ่งที่ท่านเคยรับสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจได้บ้างไหม เรื่องของอดีตที่ผ่านไปนั้นยิ่งนานท่านจะยิ่งลืมไม่ต้องพูดเรื่องของอดีตชาติแค่หนึ่งถึงห้าปีแรกก็จำไม่ได้แล้ว

ผมจะอธิบายอย่างคร่าวๆตามที่ได้ศึกษาจากคำสอนของพระพุทธเจ้าดังนี้ว่า ความจำได้หมายรู้นี้เป็นนามธรรม สามัญลักษณะของความจำอันเป็นนามธรรมจึงตกอยู่ในกฏแห่งไตรลักษณ์3คือไม่เที่ยงเพราะทรงสภาพอยู่ไม่ได้ เป็นทุกข์เพราะเปลี่ยนแปรอยู่เสมอ เป็นอนัตตาเพราะไม่มีตนไม่มีตน ความจำได้อย่างหนึ่งไม่ว่าจะเป็นสุขหรือทุกข์เกิดขึ้น ความจำนั้นจะตั้งอยู่ช่วงหนึ่งแล้วดับไปเป็นอยู่อย่างนี้โดยสามัญลักษณ์ ความจำเกิดขึ้นฝ่ายอดีตอาศัยปัจจัยคือตากับรูปและความรู้สึกทางตารวมกันจิตจึงรู้เห็นได้ จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส หูกับเสียงก็เป็นไปเพื่ออาการเหมือนกัน เมื่อความจำเป็นสิ่งไม่เที่ยงเปรี่ยนแปรอยู่เสมอดังนี้ความจำใหม่ๆก็เกิดขึ้นตลอดเวลาตาหูจมูกลิ้นกายใจรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสและธรรมารมณืยังมีอยู่ดังนั้นความจำใหม่จะแทรกความจำเก่า ความจำเมื่อนานมาแล้วจึงค่อยๆลืมเลือนหายไป

ตัวแปรใหญ่อีกประการหนึ่งที่ทำให้คนเราลืมเรื่องราวในอดีตไม่ว่าจะเป็นความสุขทุกข์แม้นรกสรรค์คือเพราะความเพลิดเพลินในตัญหาราคะความโลภความโกรธความหลงที่เข้าใหม่ๆในปัจจุบันเข้ากระทบทางตาหูจมูกลิ้นกายและใจอาการของผู้ไม่รู้ไม่ฉลาดในการพิจจารณาขาดปํญญารู้รอบตามความเป็นจริงที่พระพุทธเจ้าเรียกว่าอวิชชา

อวิชชาคือความไม่รู้สิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงเป็นตัวปกปิดกรรมและผลของกรรมปกปิดอดีตปัจจุบันและอนาคต ปกปิดปัญญาเครื่องรู้ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีถึงซึ่งความดับทุกข์ ปกปิดปฏิจปมุทบาท(เพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัยสิ่งนี้จึงเกิด)

ส่วนเรื่องว่ารู้ได้อย่างไรว่าทำดีแล้วได้ไปสวรรค์ทำชั่วไปนรกนั้นหากท่านพอทำความเข้าใจในเรื่องกรรมและผลของกรรมดีท่านก็พอจะอุปมานเรื่องของนรกสวรรค์ได้ยกตัวอย่างเช่นแม้โลกนี้คุกสำหรับขังคนชั่วมีอยู่และที่อยู่ของมหาเศรษฐีก็มีอยู่ ความสุขความทุกข์มีความอิ่มความหิวมีเป็นต้น

พระพุทธเจ้าตรัสว่าสัตว์ทั้งหลายเกิดได้4สถาน คือ เกิดในใข่ เกิดในครรค์ เกิดในตรมเช่นไวรัสแบททีเรียเป็นต้นและเกิดโดยผุดขึ้นเช่นเทวดา พรหม ยักษ์ คนธรร อสุรกาย เปรต หรือสัตว์นรก เรียกรวมว่าโอปปาติกะ สองอย่างรู้ง่ายเพราะมนุษย์เห็นได้ด้วยตาเนื้อ เกิดในตรมหลายชนิดมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นแต่พิสูตรด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เกิดอย่างสุดท้ายคนมีกิเลสไม่มีทางพิสูตรได้ส่วนผู้หมดกิเลสแล้วคือพระอริยเจ้าจึงรู้เห็นอย่างหมดความสงสัย


sarawudcruise@yahoo.com
< 26 March 2009 23:39:26 >
 



 

aipjsmdk < rfauke@yllrrw.com >
< 22 October 2010 15:56:07 >
 

Suggestion
     
Name : *
       
  Messages : *
       
  Picture :  
     
       
  E-Mail :