หน้าแรก ติดต่อเรา เว็บบอร์ด ข่าว  
www.bodhinand.com
  Search :
 English
   - A   + A

พรหมจรรย์ สำคัญไฉน

พรหมจรรย์สำคัญไฉน?
      ที่มาของการ ’รักนวลสงวนตัว’ ​ในวัฒนธรรมไทย


  ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์

นักศึกษามหาวิทยาลัยถามบ่อยว่าพรหมจรรย์สำคัญไฉน? ท ำไมต้องรักนวลสงวนตัว? พรหมจรรย์แปลว่า ความประพฤติที่ประเสริฐ’ น่าเสียดายว่าสังคมไทยสอนให้คนรักนวลสงวนตัว แต่ทว่าแทบไม่มีใครเคยอธิบายว่าการรักนวลสงวนตัวในวัฒนธรรมไทยมีที่มาจากไหน? บางคนก็ต่อต้านว่าเชยหรือล้าสมัย ที่จริงแล้ว มาจากคำสอนของพระพุทธศาสนาครับ ก่อนที่เราจะปฏิเสธ ก็ลองมาดูว่าการรักนวลสงวนตัวหรือการประพฤติพรหมจรรย์จำเป็นต่อเราและสังคมหรือไม่? เพราะวัฒนธรรมแต่ละอย่างมีที่มาที่ไป บรรพบุรุษเรามีส่วนร่วมด้วยช่วยกันพิจารณาแล้ว เห็นคุณค่าถึงได้อบรมสั่งสอนให้เราทำตาม

ในทางพระพุทธศาสนานั้น  ’พรหมจรรย์’ ตามความหมายที่ปรากฎอยู่ในมงคลสูตรซึ่งพระนำไปสวดมนต์ให้ชาวบ้านต่างๆ ฟังอยู่ประจำ แปลว่า ’การประพฤติที่ประเสริฐ’ มีทั้งหมด 10 ประการ ในที่นี้ ผมจะนำเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเพศตรงข้ามมาอธิบาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ’หลักจริยธรรมทางเพศ’ ด้วย

’การรักนวลสงวนตัว’ หรือ ’การรักษาพรหมจรรย์’ นับเป็นวัฒนธรรมประการหนึ่งของ ’ผู้ปฏิบัติธรรม’ ในทางพระพุทธศาสนา ถ้าไม่ตั้งใจปฏิบัติธรรมก็จะทำตามได้ยาก  ’การรักษาพรหมจรรย์’ ก็คือ ’การพยายามรักษาระดับความประพฤติที่ประเสริฐให้คงเส้นคงวา’ ไปจนตลอดชีวิต พรหมจรรย์ไม่ใช่เยื่อพรหมจารีผู้หญิง โดยธรรมดาแล้ว เยื่อพรหมจารีผู้หญิงนี้ถ้าผู้หญิงได้เล่นกีฬาแรงๆ เช่น ตีเทนนิส เยื่อพรหมจารีก็ขาดได้และไม่ใช่สิ่งสำคัญแต่อย่างใดสำหรับชาวพุทธ
 
       
พระพุทธศาสนาสอนว่ามนุษย์และสัตว์ต่างมีกิเลส มีความกำหนัด มีความอยากที่ไม่จำกัดประมาณ โดยเฉพาะสมัยใหม่นี้ มนุษย์เข้าถึงสื่อลามกอนาจารตั้งแต่เด็ก ทำให้อารมณ์ความต้องการทางเพศมีรุนแรงก่อนวัยอันควรมากขึ้น ในขณะที่ธรรมะที่จะทำให้มนุษย์รู้จักข่มกิเลสตัณหามีสอนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยน้อยลง มนุษย์จึงอยากสมสู่เหมือนสัตว์เดรัจฉานแต่สัตว์เดรัจฉานนั้นต่างจากมนุษย์ เมื่ออยากก็จะสมสู่ทันที  ไม่มีแต่งงาน  ไม่มีการแบ่งแยกว่าเป็นพี่สาวน้องสาวหรือญาติโกโหติกากัน เมื่อใดมีความอยากทางเพศเกิดขึ้นก็จะสมสู่กับสัตว์ตัวเมียตัวไหนก็ได้ทันที โดยไม่อายใคร 

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ได้สอนให้พุทธศาสนิกชนรู้จักกฎแห่งกรรม ตรัสสอนว่าชาติหน้ามีจริง ชีวิตคนเราไม่ใช่แต่จะเกิดมาในชาตินี้ชาติเดียว ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในภพหน้าอีกนับชาติไม่ถ้วน คนมิจฉาทิฏฐิเท่านั้น ที่จะเชื่อว่าโลกหน้าไม่มี ดังนั้น เพื่อให้รับประกันว่าในภพหน้า พุทธศาสนิกชนจะเกิดในภพภูมิที่ดี  พระองค์ก็ย่อยคำสอนที่เป็นสัจธรรมมาให้ประชาชนได้ประพฤติปฏิบัติได้ 

ยกตัวอย่างเช่น ความต้องการทางเพศ พระองค์ก็สอนว่าเป็นความต้องการทางธรรมชาติ แต่ถ้าจะตอบสนองราคะตัณหาแบบสัตว์ คือสมสู่ไม่เลือก  ไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่มีประเพณี ไม่มีกฎหมายหรือศีลธรรมมาควบคุม มนุษย์จะแตกต่างอะไรจากเดรัจฉาน  พระองค์จึงทรงสอนเรื่องพรหมจรรย์ (วิถีชีวิตที่ประเสริฐ) เพื่อให้คนที่มุ่งไปสวรรค์และนิพพานได้พยายามปฏิบัติเพื่อให้ชีวิตมีค่าและสูงกว่าสัตว์เดรัจฉาน
 

พรหมจรรย์ที่พระองค์ทรงสอนมีเป็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน  กล่าวคือ:

1.ระหว่างเป็นนักศึกษาที่ต้องพึ่งพาพ่อแม่ ยังดูแลตนเองไม่ได้หรือยังไม่ได้แต่งงาน นักศึกษาพยายามข่มอารมณ์ รู้จักสำรวมในกาม (กามสังวร) ไม่ตกอยู่ในอำนาจดำกฤษณา ถึงจะมีแฟน แต่ไม่ยอมมีเพศสัมพันธ์ (ภาษาพระเรียกว่า ’เมถุนวิรัติ’) ฝ่ายผู้ชายก็ไม่ทำอะไรที่ผิดวัฒนธรรมประเพณี เราก็ได้ชื่อว่ารักษาพรหมจรรย์ในระดับต้น

2.
หลังจากแต่งงานมีครอบครัวแล้ว สองสามีภรรยาตั้งใจจะมีเพศสัมพันธ์เฉพาะ แต่กับคู่ครองของตนเอง  ไม่นอกใจกัน นับเป็นพรหมจรรย์ระดับที่สองที่ภาษาพระเรียกว่า ’สทารสันโดษ’

3.
วันดีคืนดี สามีหรือภรรยานัดแนะกับคู่ครองว่าจะรักษาศีล ๘ ในวันอุโบสถศีล  ไม่ยอมมีเพศสัมพันธ์กันเพื่อช่วยกันยกระดับจิตให้สูงขึ้น นี่ถือเป็นพรหมจรรย์ระดับที่ 3 

4.หากทั้งสามี-ภรรยาประสงค์จะออกบวช ถือศีล
227/311 ข้อ นี่ก็จัดเป็นพรหมจรรย์ระดับสูงขึ้นไปอีกขั้น

ชาวพุทธที่ประพฤติตามขั้นตอนเหล่านี้ เรียกว่า ’ประพฤติพรหมจรรย์’  พรหมจรรย์คือ ’การประพฤติที่ประเสริฐ’ ไม่ใช่เยื่อพรหมจารี แม้ผู้หญิงที่เคยแต่งงานมาแล้ว ภายหลังมา เลิกกับสามี เธอตั้งใจไม่มีเพศสัมพันธ์กับใครอย่างเคร่งครัดที่ภาษาศาสนาเรียกว่าตั้งใจสมาทาน ’เมถุนวิรัติ’ เธอก็ได้ชื่อว่าเป็น ’สาวพรหมจารี’ เช่นเดียวกัน เหมือนพระที่รักษาศีล 227 ข้อ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่าประพฤติพรหมจรรย์ หลายๆ รูปก็ล้วนแต่เคยมีภรรยามาก่อนบวชทั้งนั้น

พรหมจรรย์จึงเป็นคำสอนที่สอนให้มนุษย์ประเสริฐกว่าสัตว์เดรัจฉาน อยู่พ้นจากสัญชาติญาณดิบๆ แบบสัตว์เดรัจฉาน มามีสติสัมปชัญญะ โยนิโสมนสิการหรือมีปัญญา รู้จักควบคุมอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ มนุษย์เรานั้นแปลว่าผู้มีใจสูง ถ้าหากมนุษย์ไม่รู้จักควบคุมกิเลสตนเอง มีคุณธรรมมีศีลธรรมเพิ่มขึ้น มนุษย์จะแตกต่างอะไรจากสัตว์เดรัจฉาน? ผู้หญิงผู้ชายที่ปล่อยตัวปล่อยใจก็เหมือนสัตว์เดรัจฉานที่ไม่รู้จักควบคุม

ผลที่ตามมาก็คือหลังจากตายไปแล้ว มนุษย์ที่ควบคุมตนเองตามหลักพระพุทธศาสนาก็จะไปเกิดในสุคติภูมิ ส่วนคนที่ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามอำนาจกิเลสก็จะตกไปอบายภูมิที่ต่ำ ดังนั้น การรักษาพรหมจรรย์ไปตามขั้นตอนต่างๆ จึงเป็นเกราะหรือสร้างความปลอดภัยตนเองในภพนี้และภพหน้าด้วย

พระพุทธศาสนาจึงสอนให้พุทธศาสนิกชนรู้จักมีผัวเดียวเมียเดียวและซื่อสัตย์กับภรรยาหรือสามีของตนเอง ถ้าตั้งคำถามว่าพรหมจรรย์สำคัญไฉน
? ก็เท่ากับเรากำลังถามว่าพระพุทธศาสนา ’มีประโยชน์’ ต่อเราหรือต่อสังคมของเราไหม? เราอยากให้สังคมรักเดียวใจเดียว ไม่แย่งสามีภรรยากันและกันหรือปล่าว? ฯลฯ

ถ้าถามต่อไปว่าทำไมพวกฝรั่งชาติตะวันตก หรือประชาชนในบางประเทศไม่ค่อยรักษาพรหมจรรย์กัน  คือเด็กหนุ่มชอบเที่ยว เด็กสาวนิยมเสียตัวแต่วัยเรียน? ฯลฯ คำตอบก็คือพวกเขาไม่ได้เป็นพุทธศาสนิกชน หรือเป็นพุทธศาสนิกชนแต่ไม่ใช่พุทธศาสนิกชนที่ดี  โดยเฉพาะพวกฝรั่งนั้น สังคมเขามีรากฐานอยู่บนแนวคิดวัตถุนิยม ไม่เชื่อในเรื่องภพหน้าอยู่แล้ว เขาจึงไม่จำเป็นต้องไปรักนวลสงวนตัวอะไร แม้คนไทยเองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถึงจะประกาศว่าตัวเองเป็นพุทธก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นชาวพุทธที่ดี  ถ้าเขาเป็นชาวพุทธที่ไม่ดี เราก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปตามเขาหรือเดินตามวิธีคิดของพวกเขาเลย 

แม้พระเอกในวรรณคดีไทยเช่น ขุนแผนก็ไม่ใช่ตัวอย่างพุทธศาสนิกชนที่ดี เป็นเพียงตัวอย่างผู้มักมากในกามารมณ์เท่านั้น  เอามาเป็นแบบอย่างแก่พุทธศาสนิกชนไม่ได้  

การที่คนไทยจำนวนมากประกาศตว่าเป็นพุทธศาสนิกชนก็ไม่ได้หมายความว่าตัวเขาจะเข้าใจพุทธธรรมอย่างถ่องแท้ วิถีชีวิตของเขาจึงเอามาเป็นบรรทัดฐานชีวิตเราไม่ได้ แม้เขาจะเป็นพุทธศาสนิกชนก็ไม่ได้ แปลว่าวิถีชีวิตของเขาจะสะท้อนวิถีชีวิตของความเป็นพุทธอย่างแท้จริง
 

พระพุทธเจ้าทรงสอนทั้งผู้หญิงและผู้ชายให้รู้จักรักนวลสงวนตัว  รู้จักสำรวมในกาม รู้จักมีวินัยในตนเอง รู้จักเวลาอันเหมาะสมหรือวัยอันควรก่อนจะมีเพศสัมพันธ์ รู้จักซื่อสัตย์กับคู่ครองของตนเองเมื่อแต่งงานแล้ว สิ่งเหล่านี้ทำให้ชีวิตมนุษย์ประเสริฐกว่าสัตว์เดรัจฉาน ใครที่ปฏิบัติดังนี้ ก็ได้ชื่อว่าชีวิตอยู่บนพื้นฐานของศีล
, สมาธิและปัญญา และเป็นชาวพุทธที่ดี

ผมอยากจะเน้นว่าเวลานี้ ผู้หญิงมีความเชื่อที่ผิดๆ กันมาก เช่น เห็นว่าสามีของตัวเองเที่ยวนอกบ้านกับหญิงอื่นๆ บ่อย เธอก็อยากนอกใจสามีไปเที่ยวกับชายอื่นๆ บ้าง สามีชอบกินเหล้าเมามายประจำ เธอก็อยากกินบ้าง สามีเที่ยวกลางคืน เธอก็อยากใช้สิทธิ์เที่ยวบ้าง ฯลฯ วิธีคิดแบบนี้ผิดนะครับ ภาษิตฝรั่งกล่าวไว้ว่าอบรมผู้ชายให้ดี ได้ชื่อว่าอบรมปัจเจกชนคนเดียว แต่หากอบรมผู้หญิงให้ดีได้ชื่อว่าอบรมคนทั้งครอบครัว เพราะผู้หญิงย่อมจะถ่ายทอดความดีของเธอสู่ลูกๆ อย่างหมดเปลือกและใกล้ชิดมากกว่าผู้ชาย
 

ดังนั้น ถ้าบังเอิญว่าอีกฝ่ายชั่ว  กินเหล้า เที่ยวกลางคืน เล่นการพนัน ฯลฯ ก็ไม่ควรที่อีกฝ่ายจะชั่วตาม ถ้าสามีชั่วแล้ว ภรรยาอยากใช้สิทธิ์ชั่วตามแล้วบุตรหลานจะยึดใครเป็นแบบอย่าง
? ถ้าสามีหรือภรรยามีพฤติกรรมเลวทรามลง อีกฝ่ายควรจะต้องหนักแน่นและมีสติเพื่อให้บุตรหลานได้แบบอย่าง ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องทำตัวให้เลวตาม  เพราะถ้าภรรยาชั่วตามสามี  บรรยากาศในครอบครัวจะต้องแย่ลงกว่าเดิมแน่ๆ ถ้าสามีชั่ว ภรรยาพยายามแก้ไขแล้วไม่สำเร็จ สามีก็ต้องรับกรรมที่เขาทำไม่เร็วก็ช้า  ความดีที่ภรรยาทำก็ไม่ไร้ค่า ในภพภูมิต่อไป ภรรยาอาจได้ไปแต่งกับชายอื่นที่มีคุณธรรมดีกว่าได้

เราจะต้องไปคิดอะไรมาก เพราะ กมฺมุนา วตฺตตี โลโก (สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม)อยู่แล้ว ดอกบัวยังเติบโตท่ามกลางเปือกตมได้ฉันใด พุทธศาสนิกชนที่ดีย่อมดำรงตนเป็นคนดีได้ แม้จะอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีฉันนั้น ข้อสำคัญที่ต้องตระหนักก็คือการประพฤติพรหมจรรย์นั้นเป็นหลักปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนทั้งผู้หญิงผู้ชายครับ

(อธิบายในชั้นเรียนปริญญาตรีรวมทุกคณะ ปีพ.ศ. 2550) 



www.bodhinand.com หน้าแรก ติดต่อเรา เว็บบอร์ด ข่าว
 
  Web hosting | website builder |เว็บไซต์สำเร็จรูป by ninenic ©Copyright 2002-2019 All rights reserved.  
Broadband
free-counter-plus.com
Broadband