หน้าแรก ติดต่อเรา เว็บบอร์ด ข่าว  
www.bodhinand.com
  Search :
 English
   - A   + A


                                    

 

 

 

ดูดวงให้เป็นดูอย่างไร ?

                                                         ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์   

             
เดี๋ยวนี้ คนไทยดูดวงกันกว้างขวาง จะบอกว่างมงายก็คงไม่ถูกทั้งหมดเพราะโหราศาสตร์มีการเก็บสถิติหลายอย่างซึ่งน่าสนใจ และการดูดวงก็ดูกันทุกระดับชั้น สมัยพุทธกาลก็เคยมีพราหมณ์ไปทำนายพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งประสูติออกมาใหม่ๆ ยังทรงเป็นพระกุมารน้อยอยู่ เมื่อทรงเจริญวัยก็ทรงศึกษาโหราศาสตร์ในฐานะเป็นหนึ่งใน 18 ศิลปศาสตร์ 

เมื่อครั้งพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ก็มีเรื่องราวทำนายอนาคตหลายครั้ง  เช่น พระภิกษุแค่เคาะกะโหลกศีรษะก็สามารถรู้ว่าใครไปเกิดในที่ไหน ฯลฯ  เมื่อวิชาโหราศาสตร์มาถึงประเทศไทย ก็แพร่ หลายอยู่แต่ราชสำนัก  พระมหากษัตริย์ทุกๆ พระองค์ก็ล้วนแต่มีนักโหราศาสตร์เป็นที่ปรึกษา
  
 
 
           
ตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ชาวบ้านทั่วไปจะรู้เรื่องโหราศาสตร์ได้น้อย เพราะโหราศาสตร์มือฉมังมักสังกัดราชสำนัก  ไม่มีการถ่ายทอดความรู้สู่คนนอกทั่วๆ ไป สมัยต้นรัตนโกสินทร์ พระเจ้าแผ่นดินของไทยทรงเห็นคุณุปการของวิชาโหราศาสตร์ จึงได้ทรงแต่งตั้งผู้ชำนาญวิชานี้ในตำแหน่งพระโหราธิบดี แต่เมื่อถึงรัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เปิดหอพระสมุดแห่งชาติ  มีการคัดลอกตำราต่างๆ รวมทั้งตำราโหราศาสตร์ให้ประชาชนได้อ่าน วิชานี้จึงมีโอกาสแพร่หลายสู่ประชาชนมากขึ้น 
 
       
กระนั้น ผู้ศึกษาวิชานี้ส่วนใหญ่มักเป็นพระสงฆ์หรืออดีตพระสงฆ์ ซึ่งต่างตระหนักว่าเป็นวิชาที่มีไว้สงเคราะห์ประชาชนด้วยเมตตาธรรมและกรุณาธรรม  ไม่ได้คิดหาค่าตอบแทนอะไรมากมายเหมือนเกจิอาจารย์ในปัจจุบัน  ทุกวันนี้ โหราศาสตร์แพร่หลายไปทั่ว   นักโหราศาสตร์หลายรายได้พากันเกาะกลุ่มกันขยายเชิงธุรกิจเพื่อหาประโยชน์ยิ่งขึ้น จนกลายเป็นกระแสสังคมที่มีอิทธิพลสูง  ผมยังได้ข่าวว่าเจ้าของธุรกิจบางแห่งขอวันเดือนปีเกิดของผู้สมัครเพื่อตรวจสอบโหราศาสตร์ก่อนรับเข้าทำงาน  เพื่อให้แน่ใจว่าได้คนซื่อสัตย์สุจริตมาร่วมงาน  
 
          
เมื่อโหราศาสตร์มีคนให้ความสนใจกว้างขวาง  ผมก็อยากให้คำแนะนำในฐานะนักวิชาการ (ที่อ่านวิชาโหราศาสตร์ผ่านๆ ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของอินเดียศึกษา) ว่าดูดวงอย่างไรจึงจะได้ประโยชน์มากที่สุด? และมีผลเสียต่อตัวเองน้อยที่สุด? เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้แนว เพราะเวลานี้ มีนักโหราศาสตร์เก๊ซึ่งศึกษาไม่ละเอียดตั้งตนเป็นอาจารย์ทำนาย หรือบางทีก็เป็นนักโหราศาสตร์อาชีพ แต่ไร้ซึ่งจรรยาบรรณ พยายามหากินจากความเชื่อทางโหราศาสตร์   ถ้าไม่ระมัดระวังอาจถูกหลอกให้งมงายได้  ก่อนไปดูดวง  ผมอยากอธิบายว่าการไปดูดวงในที่นี้คือการไปปรึกษานักโหราศาสตร์   นักโหราศาสตร์ในที่นี้คือคนที่ศึกษาวิชาโหราศาสตร์ ไม่ใช่หมอดูลายมือลายเท้าหรือทายจากไพ่ โดย ปรกติ นักโหราศาสตร์ไทยที่ดูดวงให้ประชาชนจะมีอยู่  3 แบบ  กล่าวคือ:
 
            
1.ดูตำแหน่งดาวจันทร์  คนเราเมื่อเกิดมา มีตำแหน่งดาวจันทร์อยู่ไม่เหมือนกัน  คนโบราณก็เคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ไม่น้อย ทำให้เกิดโหราศาสตร์แบบใช้ดาวจันทร์พิจารณา  กล่าวคือระหว่างเกิดดาวจันทร์โคจรผ่านดาวฤกษ์อะไร และอยู่ราศีอะไร  ลำพังแค่พิจารณาดูดาวจันทร์ก็นักโหราศาสตร์ก็อาจทายอุปนิสัยส่วนตัว, อาชีพการงานและชีวิตในอนาคตได้หยาบๆ ที่ต้องบอกว่าหยาบเพราะเน้นดูดาวจันทร์เป็นหลักดาวเดียว  ไม่ได้เอาดาวอื่นๆ อีก ๙ ดาวมาพิจารณาให้ละเอียด 
 
            
2.ดูตำแหน่งดาวอาทิตย์ นัยหนึ่งก็คือดูตามจักรราศี  โดยปรกติ โหราศาสตร์แบ่งราศีแบ่งเป็น 12 ราศีโดยอาศัยตำแหน่งดาวอาทิตย์เป็นเกณฑ์ แต่ละราศีมี 30 องศา เช่น ถ้าเกิดระหว่าง 13 เมษายน-13 พฤษภาคม ตำแหน่งอาทิตย์จะโคจรอยู่ราศีเมษ ผู้เกิดระหว่างนี้ได้ชื่อว่าเป็นชาวราศีเมษ คนเกิดระหว่างวันที่ 14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน  อาทิตย์อยู่ราศีพฤษภ ใครเกิดระหว่างนี้เป็นชาวราศีพฤษภ เป็นต้น 
 
        
ปรกติ การดูดวงโดยพิจารณาตำแหน่งดาวอาทิตย์นี้แพร่หลายตามหนังสือพิมพ์ นิตยสารหรือวารสารรวมทั้งอินเตอร์เน็ตมากมาย ล่าสุด โทรทัศน์ก็มีรายการศึก
12 ราศี ชาวยุโรปซึ่งเรียกการดูดวงว่า horoscope หลักๆ ก็ดูแบบ 12 ราศีนี้เช่นกัน แต่ข้อเสียก็คือการดูดวงแบบนี้  ยึดดวงอาทิตย์เป็นหลัก โดยพิจารณาธาตุประจำราศีและดาวเกษตรประจำราศีประกอบ อาจดูดาวบางดาวที่มีความสัมพันธ์กับราศีนั้นๆ ด้วย ซึ่งรวมแล้วก็ดูไม่กี่ดาว ปรกติ โหราศาสตร์ไทยจะดูดาว ๙ ดวงคืออาทิตย์, จันทร์, อังคาร, พุธ, พฤหัสบดี, ศุกร์, เสาร์, ราหู, มฤตยู รวมเป็น 10 เมื่อนับดาวเกตุ (9)  เข้าด้วย   

ดาวเหล่านี้ แบ่งเป็นดาวสุภเคราะห์
(ดาวดี) และดาวบาปเคราะห์ (ดาวร้าย) เมื่อจะดูดวงแบบโหราศาสตร์ไทย ต้องพิจารณาตำแหน่งดาวดีและดาวร้ายเหล่านี้เพื่อชั่งน้ำหนักกันว่าบุคคลผู้นั้นจะโชคดีหรือโชคร้าย  เมื่อชั่งน้ำหนัก (หมายถึงตรวจสอบตำแหน่งดาวที่เรียกกันว่าดาวสัมพันธ์  เช่น โยค, เกณฑ์, กุม, เล็ง, ตรีโกณ ฯลฯ) ทั้งหมดแล้วเท่านั้นจึงค่อยทำนาย   แต่การทำนายแบบที่ 2 นี้ไม่ได้เอาดาวอื่นๆ มาประกอบทั้งหมด  จึงบอกได้แต่เพียงหยาบๆ ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ถูก ผมคิดว่าน่าจะอยู่ราว 30-40% ถ้าทำนายด้วยวิธีดูแบบนี้อาจพลาดได้ 
 
        
ผมยกตัวอย่าง ที่นักโหราศาสตร์ฟันธงว่าบุคคลที่เกิดราศีตุลย์ปีนี้จะรวย หรือเข้าข่ายขาขึ้น เพราะพฤหัสบดีย้ายจากภพตนุเข้าภพกุฎุมพะ   การทำนายแบบนี้ ทำให้คนเกิดราศีตุลย์ดีอกดีใจต่างๆ นานา แต่ความจริงหาอาจเป็นเช่นนั้นทุกกรณีไม่  
เพราะแม้ดาวพฤหัสบดีจะโคจรเข้าภพกุฎุมพะ ก็ต้องดูว่าดาวพฤหัสบดีในเรือนเดิมแต่ละคนอยู่ตำแหน่งอะไร ตกตำแหน่งทุสถานหรือปล่าว? หรือเมื่อว่าตามทักษาแล้ว พฤหัสบดีของคนๆ นั้น เป็นศรี, กาลกิณี, หรือมูละ ฯลฯ 

เอาเป็นว่ามีหลายสาเหตุที่ทำให้รวยยาก  กรณีง่ายๆ เช่น ดาวพฤหัสบดีเดิมอยู่ราศีกรกฎ  ต้องรู้ว่าขณะนี้ดาวเสาร์ซึ่งเป็นดาวจรทับดาวพฤหัสบดีอยู่  ชีวิตคนเกิดราศีตุลย์จึงเหมือนพายเรือกลางเปือกตม ก้าวหน้าแต่ช้า อีกอย่าง ตั้งแต่พฤหัสบดียกออกจากราศีตุลย์เข้าพิจิกตั้งแต่
22 ตุลาคม 2549 ดาวนี้ก็เดินผิดปรกติตลอดคือเร็วบ้าง ช้าบ้าง  ถอยหลังบ้าง  ทำให้ชีวิตคนเกิดราศีนี้ผันผวน ทำท่าจะรวยแต่ก็ไม่ บางคนได้ตำแหน่งใหญ่ แต่ไม่มีเงิน ดังนี้เป็นต้น

ฉะนั้น เมื่ออ่านดวงแบบที่
2 นี้ที่ปรากฏในที่ต่างๆ มาก เช่น ตามหน้าหนังสือพิมพ์, วารสาร, อินเตอร์เน็ตจึงควรเอาห้าหาร (ปากชาวบ้านเชื่อยาก!) อย่าหวั่นไหว อาจไม่เป็นดังทำนาย เช่น มีคนทำ นายว่าจะเจอเนื้อคู่ เอาจริงๆ อาจไม่มีอะไรเพราะวิธีดูแบบนี้ไม่ได้ดูดาวแวดล้อมอื่นๆ ประกอบทุกดวง 
 
         
3.ดูดวงโดยยึดลัคนาเป็นศูนย์กลาง
  ดูดวงแบบนี้นับเป็นการดูดวงที่ละเอียด   ถือเป็นจุดเด่นของโหราศาสตร์ไทย  วิธีดูก็คือเอาวัน/เดือน/ปีเกิดและเวลาตกฟากให้นักโหราศาสตร์คำณวนหาลัคนา จากตำแหน่งอาทิตย์ซึ่งเป็นการเจาะลึกถึงรายละเอียดแต่ละคนแท้จริง  ถือว่าละเอียดกว่าดูแบบที่ 2 
 
            
ผมยกตัวอย่างเช่น นางสาวยิ่งลักษณ์ (นามสมมติ) เกิด
16 กรกฎาคม 2526 เวลา 5 ทุ่ม  ถ้าคำณวนวันเกิดตามวิธีดูดวงที่สอง เธอก็เป็นชาวราศีกรกฎ ถ้าเธอทราบข้อมูลส่วนตัวแค่นี้แล้วไปอ่านดวงตามสื่อต่างๆ โดยเน้นดูที่ราศีกรกฎแล้วเธอก็เต้นแร้งเต้นกาไปตามคำทำนาย  ชีวิตเธอคงทุกข์น่าดู  และถ้าเธอฉลาดสักหน่อย คอยสังเกตคำทำนายกับเหตุการณ์จริง เธอก็จะรู้ว่าไม่ค่อยเป็นจริงดังคำทำนายเท่าไหร่เพราะเมื่อเอาเวลาเกิดเธอไปคำณวนหาลัคนาโดยละเอียดแล้ว ลัคนาเธอสถิตราศีกุมภ์ จะอ่านราศีตัวเองก็ต้องอ่านราศีกุมภ์ ไม่ใช่กรกฎ   
              พิจารณาสมผุสดาวต่างๆ มีดังนี้:-
                         ดาวอาทิตย์ สถิตราศีเมถุน                   29.12 (29 องสา 12 ลิปดา)  
 
                         ดาวจันทร์  สถิตราศีตุลย์                      4.59 
 
                         ดาวอังคารสถิตราศีเมถุน                     18.10 
 
                         ดาวพุธ สถิตราศีกรกกฎ                      14.24 
 
                         ดาวพฤหัสบดีสถิตราศีพิจิก                  8.55 
 
                         ดาวศุกร์สถิตราศีสิงห์                         16.05 
 
                         ดาวเสาร์สถิตราศีตุลย์                          1.31 
 
                         ดาวราหูสถิตราศีพฤษภ                       29.12   
 
                         ดาวเกตุสถิตราศีกุมภ์                             4.54 
 
                         ดาวมฤตยูสถิตราศีพิจิก                          6.53 
 
                
เมื่อลัคนาเธอสถิตราศีกุมภ์  ดวงเธอจะดีหรือไม่ต้องยึดราศีกุมภ์เป็นเกณฑ์  ถ้าใครดูดวงให้เธอบอกว่าเธอราศีกรกฎถึงมีส่วนถูกแต่ก็ถูกในภาพรวมหยาบๆ ซึ่งไม่ใช่รายละเอียดตัวเธอ  ยิ่งถ้านักโหราศาสตร์แบบ
12 ราศีทำนายฟันธงว่าเธออาจโชคร้ายถึงขนาดล่มจม หรืออาจทะเลาะวิวาทกับคู่ครอง อย่างหนักจนอาจต้องหย่าเพราะขณะนี้เสาร์ทับราศีกรกฎอยู่ก็ผิด  เพราะลัคนาเธออยู่กุมภ์ เธอจะเสียหายก็เพราะในพื้นชะตาเดิมมีดาวพุธ (กาลกิณีตามทักษา) อยู่ราศีกรกฎซึ่งเป็นเรือนธาตุน้ำ  ช่วงเสาร์โคจรทับราศี  คำพูดอาจไม่เข้าหูคน เจรจาเรื่องไรอาจไม่ค่อยสำเร็จ แต่ก็ไม่ได้เสียหายขนาดจะล่มจม 
 
               
หรือถ้ามองในแง่ความรักจากมุมมองของ
12 ราศี  และยึดราศีกรกฎเป็นหลักเสมือนลัคนา  ความรักเธอน่าจะดีเพราะศุกร์ตกภพกุฎุมพะ จะได้แฟนจากเครือญาติเพราะเสาร์ซึ่งเป็นเกษตรในเรือนคู่ร่วมราศีกับจันทร์ในราศีตุลย์ซึ่งเป็นภพพันธุ พิจารณาองศาดาวในพื้นชะตาเดิม เสาร์และจันทร์ที่ว่านี้ก็เกือบอยู่นวางค์เดียวกัน  ทายได้ว่าเธอไม่ค่อยโรแมนติกเพราะเสาร์เบียนจันทร์ 
 
            
ทว่าเมื่อดูละเอียดถึงลัคนาซึ่งสถิตราศีกุมภ์ ผู้หญิงเจ้าของดวงนี้อาภัพรัก  ยากจะพบรักแท้ เพราะ
ศุกร์เล็งลัคน์  ภาษาโหรเรียกว่าศุกร์เป็น ๗ แก่ลัคน์ เข้าสูตรโบราณว่า
ศุกร์เจ็ดอาจารย์เจ้า ว่าร้อนนิรันดร์  ถึงมีให้เลือกมาก แต่ก็เลือกได้ไม่ดีแล้วก็มักมีเหตุให้หย่าร้าง  (สถิติว่ากันอย่างนั้น) ถึงอยู่กันได้ก็ผะอืดผะอมน่าดู  

ไฮโซหลายคนมีดวงอย่างนี้ ยามแต่งจัดงานเอิกเกริกแต่ลงเอยด้วยพับฐาน   นอกจากนั้น เสาร์ยังตรีโกณลัคนาและถึงศุกร์ซึ่งเล็งลัคน์ หนำซ้ำเกตุยังเล็งศุกร์ บอกได้ว่าความรักแห้งแล้ง  ไม่ค่อยมีความรู้สึกทางเพศและอาจมีสิทธิ์ขึ้นคาน ข้อดีคือมฤตยูกุมพฤหัสบดีในภพกัมมะ ถ้าเรียนภาษาต่างประเทศแล้วทำงานบริษัทฝ่ายต่างประเทศจะดี
 
 
            
สรุปว่าถ้าจะดูให้ละเอียด อย่ายึดติดกับวิธีดูแบบที่ ๑ และ ๒ ไม่ควรเชื่อนักโหราศาสตร์
12 ราศีนัก หลายคนอาจเคยเสียเงินเสียทองแก่นักโหราศาสตร์พวกนี้มาแล้วจำนวนมาก  ต่อไปก็จงเลิกเสีย เพราะโอกาสที่เหตุการณ์จะไม่เป็นไปตามคำทำนายมีสูงมาก  เขาถึงบอกว่า  หมอคู่หมอเดา  ถ้าไม่มีวัน/เดือน/ปีเกิดและเวลาเกิดที่ชัดเจน อย่าดูให้เสียเวลาเลย ถึงดูก็ดูได้แค่ภาพรวมหยาบๆเท่านั้น ไม่ละเอียดด้วย   ถ้ามีวัน/เดือน/ปีเกิดและเวลาเกิดชัดเจนอยากจะดูสักทีก็ควรเลือกนักโหราศาสตร์ที่มีความรู้จริงและต้องดูละเอียด กล่าวคือเอาวันเดือนปีเกิดและเวลาเกิดที่ถูกต้องให้นักโหราศาสตร์ดู ถ้าดูกับอาจารย์คนเดียวไม่แน่ใจ ก็ควรหานักโหราศาสตร์ที่มีประสบการณ์อีกคนหรือหลายคนเพื่อเทียบเคียง  เพราะการเก็บสถิตินักโหราศาสตร์อาจไม่เหมือนกัน แต่ละสำนักก็มีปกปิดไว้ถ่ายทอดเฉพาะลูกศิษย์ตัวเอง   ผมอยากอธิบายเพิ่มเติมว่า 
 
            
1.โหราศาสตร์นั้นแม้แต่พระมหากษัตริย์ก็ทรงเชื่อ เพราะถึงแม้ว่าโหราศาสตร์จะไม่ใช่วิทยาศาสตร์แต่ก็มีสถิติบางอย่างน่าสนใจศึกษา  สถิตินี้แหละครับที่น่าต้องรู้ไว้  การที่เราไปดูดวงหรือศึกษาโหราศาสตร์ก็ไม่ได้แปลว่าเรางมงาย  ศึกษาอย่างนักวิชาการหรือปัญญาชนก็ได้  การที่มีนักโหราศาสตร์ คู่กับหมอเดามากมาย ก็ไม่ได้แปลว่าโหราศาสตร์จะเสียหายหมด ผมมีหลักว่าความรู้หลายอย่างน่าศึกษา  ถ้าไม่มีเวลาศึกษาละเอียดก็รับรู้ไว้เป็นข้อมูล  ไม่ต้องไปด่วนสรุปว่าดีหรือไม่ดี   ไว้มีข้อมูลมากพอค่อยตัดสินว่าดีหรือไม่ดีก็ไม่เสียหาย 
            
2.เมื่อนักโหราศาสตร์ที่มีประสบการณ์บอกว่าดวงเราไม่ดี   อย่าตีโพยตีพาย  ดวงชะตาเดิมของเราที่นักโหราศาสตร์ดูเกิดจากกรรมเก่าเราในอดีต  กรรมในอดีตกำหนดปัจจุบัน จะมากหรือน้อยขึ้นกับว่าเราจะปล่อยตัวไปตามแรงเหวี่ยงกรรมเก่าในอดีต หรือเราจะลุกขึ้นมาทำกรรมใหม่เพื่อกำหนดอนาคตชีวิตเราเองให้ดี   ดังนั้น สิ่งที่เขาทายอาจเกิดจริงก็ได้  ไม่จริงก็ได้   บางคน นักโหราศาสตร์ บอกว่าจะจน  พอโดนทักก็มุมานะสองเท่าประกอบสัมมาชีพอย่างหนักและประหยัดก็รวยได้  พูดง่ายๆ ก็คือสิ่งที่เขาทาย  เขาก็ทายไปตามกรรมเก่าที่ปรากฏในพื้นชะตาเดิม  แต่ยังไม่ได้รวมเอากรรมปัจจุบันหรือกรรมที่เราจะทำในอนาคตด้วย  เว้นไว้แต่สิ่งที่ทำในอดีตเป็นครุกรรม ยากที่กรรมปัจจุบันจะแก้ได้ 
 
             
ยกตัวอย่างเช่น ตั้งแต่ 16 พฤศจิกายน 2550  ดาวพฤหัสบดีซึ่งเป็นดาวจรในดวงชะตานักการเมืองหนุ่มตัวเก็งระดับหัวหน้าพรรคคนหนึ่งจะโคจรไปเรือนเดิมที่ราศีธนู แต่เป็นภพอริ  แปลว่าถ้ามีการเลือกตั้งในช่วงปลายปีนี้ถึงปีหน้า  โอกาสเขาขึ้นสู่ตำแหน่งนายกเป็นได้ยากเพราะดาวพฤหัสบดีเป็นดาวคุณธรรมที่คอยส่งเสริมคนทั้งด้านหน้าที่การงานและการศึกษาให้ประสบความสำเร็จไปตกภพอริ แต่อย่างไรก็ดี ทราบจากวงในว่านักการเมืองผู้นี้รักษาศีล ๕ เป็นประจำซึ่งพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นการแก้เคราะห์ที่ดีมาก ถ้าทำต่อเนื่องเป็นเวลานานก็สามารถทำให้ดาวพฤหัสบดีที่ตกทุสถาน ’ฟื้น’ ขึ้นมาคุ้มครองได้  ผมไม่รู้ว่าเขารักษาศีล 5 นานแค่ไหน เอาเป็นว่าถ้านักการเมืองผู้นี้จะเป็นนายก ระหว่างวันที่ 16 พย. 2550-4 ธค. 2551 ต้องพยายามมาก  และถ้ากุศลทำให้ได้เป็นจริงก็ไม่น่าอยู่ครบเทอม 
 
            
สรุปแล้วนักโหราศาสตร์ดูได้ก็แต่ผลกรรมอดีตซึ่งจะตามมาให้ผลในปัจจุบัน  แต่ไม่ได้รวมเอากรรมที่เราจะทำต่อไปด้วย ดังนั้น ก็น่าจะลุ้นดูว่าผลเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร 
 
           
3.การที่คนหลายคนทั้งหญิงทั้งชายล้มเหลวในเรื่องความรัก เช่น  หาคนรักจริงไม่ได้, พบรักก็ผิดหวังหมด, ไม่มีคนรักหรือหาคนรักยาก, แต่งงานแล้วถูกทิ้ง, ได้คู่ครองเลว, ไม่มีโอกาสแต่งงาน ฯลฯ   สิ่งเหล่านี้เกิดจากกรรมเก่า ซึ่งมีสิ่งบ่งชี้ในพื้นดวง เช่น ดาวคู่ตกภพวินาศ (ทำให้ทนกันไม่ได้) บ้าง, ศุกร์เล็งลัคน์บ้าง ฯลฯ กรรมเก่าที่ว่านี้พระพุทธศาสนาถือว่าเพราะเหตุใดเหตุหนึ่ง เช่น ไม่สำรวมในกาม, ไม่รักนวลสงวนตัว, ความสำส่อนทางเพศ,  จริตนิสัยเดิมขัดกันรุนแรง ฯลฯ  แล้วแต่กรณี 
 
            
ฉะนั้น ทุกวันนี้  ใครมีพฤติกรรมสำส่อน มั่วเซ็กส์  ชอบสะสมแต้มหรือใช้วิชามารล่อลวงหญิงเพื่อไปมีเพศสัมพันธ์แล้วทิ้ง ฯลฯ ดูเหมือนเท่ห์  พวกนี้ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาหรือไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นธรรม ไม่ทำดี   มีโอกาสเกิดใหม่ต้องทำใจว่าหาคนจริงใจยาก อาจเกิดเป็นโสเภณีหรือแมงดาด้วยซ้ำ 
 แต่ทั้งนี้ก็ต้องยกเว้น บางคนที่มีคุณธรรมประจำตัวแข็งเป็นพิเศษ เช่น มีดาวพฤหัสบดีอยู่ตำแหน่งเด่นและดาวคู่เสีย ทำให้ตั้งมาตรฐานคู่แต่งงานไว้สูงเกินไปหรือทำให้มีอัธยาศัยโน้มเอียงไปทางบุญกุศลจนไม่อยากแต่งงาน การที่เขาไม่มีคู่ก็อาจเพราะคุณธรรมเด่นเกินจนหาคู่ยากเพื่อจะได้มีโอกาส เจริญในธรรมยิ่งขึ้น  พระหลายรูปที่อุปสมบทจนตายในผ้าเหลืองก็มีดวงลักษณะนี้ 
 
           
4.ถ้านักโหราศาสตร์ทักว่ามีเคราะห์ ตามสถิติที่เขาเก็บ พระพุทธเจ้าเสนอให้แก้เคราะห์ด้วยวิธี 4 แบบ   กล่าวคือ:  

1.ทำทาน เช่น ถวายสังฆทาน, ทำบุญตักบาตร ปล่อยนก ปลา เต่าที่จะถูกฆ่า เคยมีเรื่องเล่าในคัมภีร์พระพุทธศาสนาว่าทำสิ่งเหล่านี้แล้วชีวิตกลับเปลี่ยนเป็นดีขึ้น 

2.รักษาศีล เพราะเคราะห์กรรมแต่ละคนที่เป็นปุถุชนส่วนใหญ่เกิดจากการละเมิดศีล 5 ข้อในอดีตทั้งนั้น

3.ฝึกสมาธิ เพื่อให้จิตใจเข้มแข็งขึ้น เมื่อต้องอดทนอดกลั้นกับความเหนื่อยยากระหว่างทำความดี การฝึกสมาธิจะช่วยให้สภาพจิตเราเข้มแข็งยิ่งขึ้น

4.พัฒนาปัญญาหรือเจริญวิปัสสนา เพื่อให้เราเข้าใจสภาพความเป็นจริงบนโลก เพื่อลดความยึดติดหรือยึดมั่นถือมั่นลง หากมีเคราะห์มากก็ต้องทำวิธีแก้เคราะห์ทั้ง 4
ข้อให้มากยิ่งขึ้น เพราะเคราะห์หมายถึงกรรมเก่าหรือเจ้ากรรมนายเวร

หลักเหล่านี้ ถ้าปฏิบัติอยู่ประจำ จะช่วยเสริมให้คุณธรรมดีขึ้นหรือเข้มแข็งขึ้น ในภาษาโหร หมายถึงช่วยทำให้ดาวพฤหัสบดีมีกำลังแรงมากขึ้นพอจะคุ้มครองให้เราได้ในยามมีเคราะห์ต่างๆ เข้ามาในชีวิต ถ้าปฏิบัติอยู่ประจำ แม้บางปี ดาวพฤหัสบดีซึ่งเป็นดาวคุณธรรมจะจรมาอยู่ในเรือนเสีย แต่เจ้าเรือนชะตาจะได้รับความทุกข์ยากจากบาปกรรมเก่าน้อย ด้วยได้สั่งสมคุณธรรมซึ่งเป็นเกราะป้องกันตนเองให้ดาวพฤหัสบดีเข้มแข็งตลอดเวลานั่นเอง 
 
           
จงอย่าไปกราบอ้อนวอนเซ่นสรวงราหูด้วยของดำต่างๆ  ซึ่งไม่ใช่คติพุทธ การบูชาด้วยวิธีเหล่านี้ไม่มีอธิบายไว้ในพระไตรปิฎกโดยประการทั้งปวง การบูชาด้วยสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งไร้สาระ หมอดูที่แนะนำแบบนี้ไปได้อิทธิพลพราหมณ์มาปะปนกับพุทธและมีความเข้าใจในพระพุทธศาสนาน้อยมาก แม้พระสงฆ์ที่จัดพิธีบูชาของดำดังที่ปรากฎในบางวัดก็ขาดความรู้ทางพระพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้  จึงเชื่อถือไม่ได้  พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เคารพพระราหูด้วยวิธีบูชาของดำใดๆไว้เลย  พระพุทธเจ้าตรัสว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบันเกิดจากกรรมเราในอดีต  ถ้าจะแก้เคราะห์ก็ต้องทำกรรมดีเพื่อลบล้างกรรมเก่า  ไม่ใช่ไปเซ่นสรวงราหู  อย่าไปเชื่อพวกหมอดูปัญญาอ่อนที่แนะนำให้ทำ 
 
       
5.แม้เราจะไม่เคยดูดวงเลย แต่เราเชื่อหลักพระพุทธศาสนาว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว เราทำกุศลทั้ง 4 ประการในข้อ 4 เป็นปรกติวัตร ก็โปรดเบาใจได้ว่าชีวิตข้างหน้า ไม่ว่าปัจจุบันชาติหรืออนาคตชาติจะไม่ตกต่ำ  เมื่อพระพุทธศาสนาสอนเรื่องกรรมลิขิต ก็หมายความว่าหน้าที่การงาน, คู่ครอง, สุข ภาพ ฯลฯ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่กรรมกำหนดทั้งนั้น  ถ้ารักตัวเองก็ต้องทำดีเหล่านี้สม่ำเสมอ 
 
            
ทั้งสี่ข้อนี้คือ บุญกุศลที่ทางพระพุทธศาสนาสอนว่าจะช่วยสะเดาะห์เคราะห์กรรมไม่ดีที่เคยทำให้จางได้  ยิ่งทำมากชีวิตยิ่งได้รากฐานเข้มแข็ง  ไม่เพียงชีวิตจะมีความสุขในปัจจุบัน เมื่อดับขันธ์ไปเกิดใหม่  ไม่ว่าในภพไหนๆ ก็จะมีความสุขความสมหวังทั้งด้านการงาน, การเงิน, ความรักพร้อมสรรพ  
คนสมหวังทุกเรื่องในชาตินี้ก็เพราะเขาทำกรรมดีมาก่อนทั้งสิ้น   ความสำเร็จในสิ่งเหล่านี้เกิดจากกรรม  ถ้ากรรมในอดีตไม่ถึงเวลาให้ผล ก็จงทำดีต่อไปอย่าหยุด  ป่วยการที่จะไปดิ้นรนแสวงหา  ป่วยการที่จะไปอิจฉาคนประสบความสำเร็จ เพราะความสำเร็จทุกอย่างเกิดขึ้นจากกรรมในอดีตเขาทั้งนั้น ยิ่งถ้าชีวิตอยู่บนพื้นฐานของศีลธรรมตลอด  ทำกรรมดีตลอด ผลก็ต้องดีตามมา ไม่ช้าก็เร็ว 
           
ฉะนั้น ในยุคนี้ ใครจะแต่งตัวโป๊ ใครจะขี้งก โกงชาติบ้านเมือง  ใครจะบ้าตามสังคมฝรั่ง   จนลืมวัฒนธรรมไทยที่มีรากฐานมาจากพระพุทธศาสนา  ใครจะเที่ยวผับเที่ยวเธคประจำ  ใครจะพยายามนับแต้ม  ใครจะไม่รักนวลสงวนตัว  ใครจะสำส่อนทางเพศ ฯลฯ หรือทำกรรมชั่วอย่างอื่น  ไม่ควรถือเป็นเยี่ยงอย่าง เพราะไม่ว่าสังคมจะเลวลงอย่างไร  ผลกรรมก็ยังจะตามมาให้ผลแก่ผู้ทำ   ไม่เคยเปลี่ยนแปลงและสัตว์โลกก็ต้องเป็นไปตามกรรม ไม่มีใครหนีพ้นกรรมได้ ถ้าไม่เชื่อหรือไม่หนักแน่นในสิ่งเหล่านี้ก็แปลว่าไม่ใช่พุทธศาสนิกชนแท้.

(อธิบายให้นักศึกษาปริญญาโท สาขาศาสนาเปรียบเทียบที่ชอบดูดวงฟัง 2550)




www.bodhinand.com หน้าแรก ติดต่อเรา เว็บบอร์ด ข่าว
 
  Web hosting | website builder |เว็บไซต์สำเร็จรูป by ninenic ©Copyright 2002-2019 All rights reserved.  
Broadband
free-counter-plus.com
Broadband