หน้าแรก ติดต่อเรา เว็บบอร์ด ข่าว  
www.bodhinand.com
  Search :
 English
   - A   + A

| โหราศาสตร์กับพระพุทธศาสนา |

 

โหราศาสตร์กับพระพุทธศาสนา

                                                                                                                                                                                                              ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ 

                                                                                                                                                                                                                                     มกราคม 2550

เดิมผมไม่ชอบโหราศาสตร์และผมก็รู้สึกแอนตี้กับพวกหมอดูโดยทั่วไปมาก ครั้งหนึ่ง สมัยผมเป็นสามเณรอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร ได้รับนิมนต์ให้ขึ้นเทศน์ที่พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหารผมก็เคยแต่งกัณฑ์เทศน์แล้ววิพากษ์โหราศาสตร์หนักๆ จนอุบาสกประจำวัดบางท่านที่สนิทกันปรารภว่า ’สำนวนเทศน์หลวงเณรหนักจริงๆ’  ที่ต้องเทศน์ให้หนักๆ เพราะช่วงนั้น มีสมาคมโหรอยู่หน้าวัดบวรนิเวศวิหาร มีคนมาดูหมอที่สมาคมโหรแวะมาฟังเทศน์ที่วัดบวรนิเวศวิหารมากนั่นเอง  เคยมีนักโหราศาสตร์คนหนึ่งเข้ามากินอาหารเที่ยงหลังพระฉันเพลที่วัดบวรนิเวศวิหาร สมัยเมื่อผมเข้ามาอยู่วัดบวรนิเวศวิหารใหม่ๆ  ผมเป็นเณรอยู่ก็จัดอาหารให้เขาทานแล้วก็รอเก็บจาน  เขากินเสร็จแล้วก็ผูกดวงให้ เขาพูดทีเล่นทีจริงเป็นยาหอมว่ามีวาสนาสูง ถ้าบวชตลอดชีวิตอาจเป็นถึงสมเด็จพระสังฆราชฯ ถ้าสึกแล้วไปเล่นการเมืองอาจได้เป็นรัฐมนตรี สมัยนั้น ผมไม่รู้เรื่องโหราศาสตร์แต่โตมาดูดวงเป็นจึงรู้ว่าผมมีดาวสามมหาอุจน์และสามเกษตร  ดาวมหาอุจน์สามดาวคือพุธเป็นมหาอุจน์อยู่ราศีกันย์, พฤหัสบดีเป็นมหาอุจน์อยู่ราศีกรกฎ, เกตุเป็นมหาอุจน์อยู่ราศีสิงห์กุมอาทิตย์กาลกิณีซึ่งเป็นเกษตรได้  ไม่มีดาวใดเสียเป็นนิจหรือประ องศาลัคนาสถิตราชาฤกษ์  ตำราโหรภาษาบาลีโบราณกล่าวไว้กว้างๆ ว่า
 
                                เอโก อุจฺโจ สมฺมาทิฏฺฐิ      ทฺวิอุจฺโจ จ ปณฺฑิโต
                                ตฺริอุจฺโจ ว มหามจฺโจ        จตุรุจฺโจ จ ขตฺติโยฯ 
                                ‘ใครมีดาวเป็นมหาอุจน์หนึ่งดวง จะเป็นคนมี
                                มีสัมมาทิฏฐิ มีดาวมหาอุจน์สองจะได้เป็นบัณฑิต
                               หากมีสามจะได้เป็นมหาอมาตย์  มีมหาอุจน์ถึง
                               สี่จะได้เป็นกษัตริย์’

อีกดาว 3 ดวงที่อยู่ตำแหน่งสวเกษตรคืออาทิตย์เป็นเกษตรอยู่ราศีสิงห์, อังคารเป็นเกษตรอยู่ราศีพิจิก, พุธเป็นเกษตรอยู่ราศีกันย์ การมีดาวสติปัญญาถึงสองดวงคือพุธและพฤหัสบดีอยู่ตำแหน่งดี ซ้ำอังคารอยู่ตำแหน่งสวเกษตร พฤหัสบดีเป็นมหาอุจน์และตรีโกณอังคารซึ่งกุมลัคนาคู่สมพล หมอดูไหนก็ต้องทายว่าจะสำเร็จการศึกษาทั้งทางโลกทางธรรมเพราะมีทั้งสติปัญญา (พุธและพฤหัสบดีอยู่ตำแหน่งเด่นเท่ากับมีปัญญาบารมี)และความเพียรหรือวิริยบารมี (อังคารเป็นเกษตรกุมลัคนา)

ที่เขาชี้กันว่าวาสนาดีเพราะดาวที่เป็นมหาอุจน์ให้คุณมากนั้นต่อมาก็จริงครับ เดิมผมเป็นแค่เด็กบ้านนอก ไปๆมาๆยังไงไม่รู้ครับ ถูกจับบวชหน้าไฟโดยบังเอิญแล้วเจ้าอาวาสเห็นแวว ยุให้อยู่เรียนบาลีและก็เรียนจนจบขณะยังเป็นสามเณรที่วัดบวรนิเวศวิหาร   สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงสนับสนุนทุนการศึกษาจนไปจบปริญญาเอกในต่างประเทศ ยังงงจนบัดนี้ว่าเป็นได้อย่างไร ผมรู้สึกว่าแค่นี้ ชีวิตผมก็มาสูงสุดแล้วครับ ไม่ได้คิดหวังตะเกียกตะกายไปเป็นอย่างอื่นแล้ว มีความสุขและมีความสนใจที่จะศึกษาและทำวิจัยทางพระพุทธศาสนามากกว่าอย่างอื่นใดทั้งหมด 

ผมถือว่าเป็นโชคดีนักหนาแก่ชีวิตแล้วที่ได้มีโอกาสศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าจากคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาโดยตรง พระพุทธเจ้าของเรานั้นท่านล้ำเลิศ คำสอนพระองค์แม้แต่นักวิทยา ศาสตร์หัวกะทิของโลกหลายคนในปัจจุบันยังยอมศิโรราบ การได้มีส่วนช่วยเผยแผ่พุทธธรรมในยุคผู้คนสับสนจริยธรรมกันมากเหมือนทุกวันนี้ถือว่าเป็นการสะสมปัญญาบารมียิ่งใหญ่แล้ว
 

วันหนึ่ง ขณะผมเป็นเณร  ผมได้เป็นลูกศิษย์อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพที่มหามกุฏราชวิทยาลัย ผมสนิทกับท่านมากเพราะเป็นคนประเภทช่างซักช่างถาม จึงมีโอกาสนั่งคุยเป็นส่วนตัวกับท่านบ่อยๆ สึกมา ท่านก็โทรศัพท์เรียกหาผมทันทีเพื่อให้ไปร่วมงานกับท่าน ผมจึงได้ทำงานกับท่านหลายครั้งหลายหน  เที่ยงๆ มาก็มีโอกาสเดินหาทานข้าวเที่ยงย่านบางลำภูและก็นั่งกินอาหารมังสวิรัติกับท่านเกือบทุกอาทิตย์ บางวันเดินกันเพลินๆก็เจอลุง ’ประสก’ แห่งสยามรัฐซึ่งเคยสัมภาษณ์ผมไปลงหนังสือพิมพ์สยามรัฐหนหนึ่งแล้วไปนั่งทานด้วยกันก็มี 

ผมอยู่ใกล้ชิดท่านอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพไม่น้อยกว่า 5 ปีก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อที่อังกฤษ ผมจึงซึมซับเอาความรู้หลายอย่างจากท่านอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพระหว่างสนทนา  ยากจะจาระไนได้หมด ทุกครั้งที่ผมเขียนอธิบายธรรม ถ้านึกถึงคำอธิบายอาจารย์สุชีพได้ ผมก็จะบอกเพื่อให้ผู้อ่านรู้ว่าท่านเป็นคนสอนผมมา

วันนั้น ผมนั่งคุยกับท่านเรื่องโหราศาสตร์  ผมต่อต้านวิชาโหราศาสตร์อย่างเผ็ดร้อน อาจารย์สุชีพก็สักแต่ยิ้มๆ แล้วท่านก็ถือโอกาสอธิบายการโคจรดวงดาวต่างๆและอิทธิพลที่มีต่อพระพุทธศาสนา ผมจึงรู้ว่าท่านอาจารย์ท่านล้ำลึกมาก ในบรรดาศิษย์ท่าน มีน้อยคนจะรู้ว่าท่านชำนาญโหราศาสตร์และดาราศาสตร์ ตำรา ’โลกธาตุ’ ซึ่งเป็นตำราโหราศาสตร์ไทยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดก็อาจารย์ที่ใกล้ชิดท่านเองรวบรวมขึ้น (ซึ่งว่าไปแล้วก็ถือเป็นอาจารย์ปู่ของผม) คือพระสาระประเสริฐ (ตรี นาคะประทีป) ฤกษ์ต่างๆ ท่านแม่นมาก ฤกษ์วางเสาเข็มเพื่อสร้างตึกใหม่ของสำนักงานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกในปัจจุบัน ท่านอาจารย์สุชีพก็เป็นคนคำณวน

ท่านแบ่งคนออกเป็น 2 ระดับคือระดับที่แสวงหาโลกุตตรธรรมออกบวชกับระดับที่ยังข้องอยู่ในกามคุณ (โลกุตตระและโลกิยะ) ถ้าพระสงฆ์ออกบวชมุ่งหวังโลกุตตรธรรม วิชาโหราศาสตร์ก็เป็นเดรัจฉานวิชาเพราะไม่ได้ทำให้ศีล สมาธิและปัญญาเพิ่มพูนขึ้นเลย  พระสงฆ์กลุ่มนี้ไม่ควรไปข้องแวะ แต่สำหรับคฤหัสถ์ที่ยังครองเรือน  บริโภคกามหรือติดอยู่กับสมมติบัญญัติ วิชาโหราศาสตร์ก็จำเป็นอยู่ระดับหนึ่ง ท่านอธิบายยาวเหยียดว่าโหราศาสตร์นั้นจะมองเชิงพุทธศาสน์ก็ได้ มองเชิงไสยศาสตร์ก็ได้ มองเชิงดาราศาสตร์ก็ได้ มองจากแง่มุมของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูก็ได้ ผมจะสรุปสั้นๆ ดังนี้ครับ

มองในเชิงไสยศาสตร์ก็คือเชื่อในแนวอิทธิปาฏิหาริย์และเสนอให้แก้ดวงโดยวิธีต่างๆ เกจิ อาจารย์บางคนทำหน้าที่ดูดวงให้โดยไม่เคยศึกษาวิชาโหราศาสตร์ หากแต่ใช้วิธีนั่งทางใน อ้างเป็นร่างทรงเทพติดต่อเทพเจ้าได้ อ้างว่าเป็นร่างทรงร.๕หรือบรรพชนในอดีตก็มี อ้างกระทั่งว่ามีญาณทิพย์ ล่วงรู้อดีตชาติ ล่วงรู้กรรมเก่า คนจำนวนมากติดโหราศาสตร์เชิงไสยศาสตร์แบบนี้แล้วก็พยายามสะเดาะห์เคราะห์ด้วยวิธีต่างๆ ก็มี

มองเชิงดาราศาสตร์ก็คือสนใจการย้ายหรือการโคจรของดาวว่า ส่งอิทธิพลต่อพื้นโลกอย่าง ไร? ดวงดาวอยู่ตำแหน่งเส้นรุ้งเส้นแวงเท่าไร? ทำมุมต่อกันกี่องสา? กี่ลิปดา? อยู่ระยะห่างกันเท่าใด? มีสภาพหมอกแก๊สและกระบวนการก่อตัวอย่างไร รวมทั้งสมบัติทางกายภาพ กล่าวคือสภาพส่องสว่าง อุณหภูมิ ความหนาแน่น องค์ประกอบทางเคมี  ฯลฯ การศึกษาแบบนี้เป็นการศึกษาในแนววิทยาศาสตร์ เราได้รับความรู้มากมายที่เกิดจากการคำณวนทางดาราศาสตร์

มองในเชิงพราหมณ์-ฮินดูก็คือถือว่าดาวแต่ละดวงคือเทพเจ้า เช่น ดวงจันทร์ก็คือเทพจันทรา ดาวอาทิตย์คือสุริยเทพ ราหูก็คือเทพราหู เกตุก็คือเทพเกตุ ฯลฯ ฮินดูจะเชื่อว่าเทพเหล่านี้ดลบันดาลให้คนสุขและทุกข์ ถ้าอยากมีสุข ก็ต้องเซ่นไหว้ดวงดาว เพราะเทวดาก็มีกิเลสเหมือนมนุษย์ ใครประจบก็ได้ดิบได้ดีเป็นพิเศษ นักโหราศาสตร์ที่ถนัดทางพราหมณ์-ฮินดูจึงแนะให้สะเดาะห์เคราะห์โดยวิธีบูชาเทพต่างๆ เพื่อให้เกิดโชคลาภ ตอนนี้มีมาร์เก็ตติ้งให้คนเชื่อกันไปว่าถ้าบูชาตรีมูรติแล้วจะได้แฟน พวกแนะนำให้บูชาราหูด้วยของดำต่างๆ ก็พวกนี้แหละครับ ผมไม่ค่อยชอบพวกนี้เท่าไหร่เพราะชักนำชาวพุทธให้เข้าสู่กรอบศาสนาพราหมณ์-ฮินดูงมงายไม่เข้าเรื่อ

มองทางพระพุทธศาสนาก็คือมองให้เห็นว่าโหราศาสตร์พยายามอธิบายการทำงานของกฎแห่งกรรม ดาวมีสองกลุ่มคือสุภเคราะห์และบาปเคราะห์ ทุกครั้งที่ดาวสุภเคราะห์มาอยู่ตำแหน่งให้คุณก็คือช่วงที่กรรมดีให้ผล เราก็จะเสวยผลกรรมดี ยามที่ดาวบาปเคราะห์มาอยู่ตำแหน่งให้โทษก็คือช่วงที่กรรมชั่วในอดีตตามมาให้ผล นักโหราศาสตร์สามารถอธิบายได้อย่างหยาบๆว่าผลกรรมดีและกรรมชั่วจะถึงตัวเมื่อไหร่ ก็โดยการสังเกตจากการเคลื่อนไหวของดวงดาวนั่นเอง

ผมขออธิบายเสริมว่าดวงดาวไม่ใช่ตัวที่คอยกำหนดให้คนโชคดีหรือโชคร้าย ไม่มีเทวดาประจำดาว ดาวทำอะไรคนไม่ได้ แต่ช่วงที่ดาวใดดาวหนึ่งปรากฏบนท้องฟ้า นักโหราศาสตร์โบราณสังเกตพบว่ามีเหตุการณ์ดีหรือชั่วอันเป็นผลของกรรมเก่าที่เราเคยทำเกิดขึ้นให้สังเกตชัดเจน ผลที่เกิดขึ้นเป็นผลกรรมที่เราแต่ละคนเคยทำในอดีต ไม่ใช่เกิดจากดวงดาวหรือเทวดาบันดาล

เช่น นายก.มีลัคนาสถิตราศีสิงห์ ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคมปี 2550 ดาวเสาร์จะย้ายจากราศี กรกกฎเข้าสู่ราศีสิงห์ เมื่อทราบดังนี้ นายก.ก็ต้องรู้สึกตระหนก เพราะดาวเสาร์ไปปรากฏทับลัคนาราศีใด คนเกิดราศีนั้นก็จะต้องรับผลกรรมชั่วในอดีตที่เคยทำ อาจเสียทรัพย์มาก อาจถูกไล่ออกจากตำแหน่ง อาจถูกกีดกันไม่ให้ก้าวหน้า ฯลฯ จะมากหรือน้อยย่อมขึ้นอยู่กับว่าดาวสุภเคราะห์อื่นๆ ให้คุณในระหว่างนั้นด้วยหรือไม่

ถ้านาย ก.ได้รู้ว่าตนเองจะมีเคราะห์จากดาวเสาร์ล่วงหน้าอย่างนี้แล้วพยายามระมัดระวัง ตั้งตนอยู่ในศีลธรรม ไม่ประมาท ไม่พาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลม ทำบุญกุศลยิ่งขึ้น ระมัดระวังทรัพย์สิน ระมัดระวังการพูดการจา พยายามบำเพ็ญสุจริตธรรมด้วยความไม่ประมาท ผลที่คิดว่าหนักก็จะเบาได้

วิธีสะเดาะห์เคราะห์ตามหลักพุทธก็คือบำเพ็ญทาน, รักษาศีล, เจริญสมาธิและพัฒนาปัญญา ยิ่งทำสิ่งเหล่านี้มากเพียงใดก็จะทำให้มีคุณธรรมความดีคุ้มครองเรามากเพียงนั้น ภาษาโหรถือว่าดาวพฤหัสบดีเป็นดาวคุณธรรม ยิ่งปฏิบัติธรรม ก็จะยิ่งทำให้ดาวนี้มีกำลังแรงพอจะปกป้องผู้ปฏิบัติให้ปลอดภัยได้มั่นคงยิ่งขึ้น

โดยนัยนี้ โหราศาสตร์ก็เหมือนศาสตร์ที่เตือนให้เรารู้ว่าผลกรรมชั่วจะมาช่วงไหน อย่างไร เช่น ในรูปโรคภัยไข้เจ็บ, อุบัติเหตุ, การประทุษร้าย, โจรกรรม ฯลฯ หลังจากเราได้รู้แล้ว ก็ยิ่งจะต้องปฏิบัติธรรมเพื่อให้กรรมดีเข้มแข็งเพื่อสกัดกรรมชั่วมากยิ่งขึ้น และพระพุทธศาสนาก็เน้นสอนให้สะเดาะห์เคราะห์ด้วยวิธีบำเพ็ญทาน, รักษาศีล, ฝึกสมาธิและพัฒนาปัญญาเท่านั้น การเซ่นไหว้บวงสรวงเทวดาไม่ใช่วิธีสะเดาะห์เคราะห์ในพระพุทธศาสนา เปรียบโหราศาสตร์ไปก็เหมือนป้าย บอกให้คนขับรถรู้ว่าทางข้างหน้าเป็นอย่างไร ถ้ารู้ว่าเป็นทางโค้ง มีหลุม มีบ่อ ฯลฯ คนขับรถเดินทางไม่ประมาท ก็หลุดพ้นจากภัยต่างๆ ได้และกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ 

ผมอยากให้คนไทยดูดวงและยึดแบบนี้ จะทำให้เราเข้าใจความหมายของกรรมลิขิตมากยิ่งขึ้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นพระบิดาแห่งโหราศาสตร์ไทย ไม่เพียงแต่จะทรงศึกษาภาษาบาลี, พระพุทธศาสนาหรือหลักพุทธธรรมอย่างแตกฉาน ยังศึกษาโหราศาสตร์ได้อย่างลุ่มลึกพิสดาร หลังจากศึกษาจนสำเร็จแล้ว พระองค์ได้พยายามดึงเอาแนวคิดที่เป็นพราหมณ์-ฮินดูออกจากพระราชพิธี ทรงอยากให้คนไทยยึดติดกับแนวคิดของพุทธมากกว่าพราหมณ์-ฮินดู (รายละเอียดถ้าอยากรู้ ก็โปรดหาอ่าน พระราชพิธีสิบสองเดือน ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๕) ในฐานะที่ทรงเคยเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารระหว่างทรงผนวชอยู่และทรงพระราชนิพนธ์แนวพระราชดำริมากมายให้ศึกษา ผมก็ซึมซับเอาพระราชดำรินี้มาใส่เกล้าใส่กระหม่อมด้วย

ดังนั้น ถ้าจะดูดวงสักที ก็ขอให้ดูกับคนที่รู้ทั้งโหราศาสตร์และพุทธศาสน์ ชีวิตจะได้ไม่ถูกหลอกให้ไปข้องแวะกับความเชื่อประเภทเทวนิยมแบบพราหมณ์-ฮินดูหรือแบบไสยศาสตร์ การไปเชื่อว่าชีวิตถูกเทพบันดาลให้เป็นไป ต้องบูชาเทพเพื่อสะเดาะห์เคราะห์  สิ่งเหล่านี้มีแต่จะทำให้เราออกนอกกรอบกรรมลิขิตในพระพุทธศาสนา ไปอิงอยู่กับอำนาจเทพเจ้า หมดความเชื่อมั่นในการกระทำของตนเอง 

การไหว้หรือบูชาเทพเช่น ศาลพระภูมิหรือท้าวจตุคามกระทำได้ พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นเทวตานุสติหรือเทวตาพลี  ในฐานะเป็นอุทาหรณ์ผู้เสวยกรรมดีในสุคติภูมิ พระพุทธเจ้าไม่ห้าม พระพุทธเจ้ายังทรงให้หยิบเอาคุณความดีที่เทวดาเหล่านี้เคยกระทำระหว่างเป็นมนุษย์มาเป็นอุทาหรณ์สอนให้ปฏิบัติตามด้วยซ้ำ เช่น วัตรบท ๗ ประการซึ่งเป็นคุณธรรมที่ท้าวสักกะเคยกระทำเป็นต้น แต่พระพุทธเจ้าไม่ให้ยกเทพเหล่านี้เหนือพระรัตนตรัย 

        
เพราะเทพก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดเหมือนมนุษย์ ไม่มีเทพใดช่วยเปลี่ยนแปลงกฎแห่งกรรมได้ เทพก็ต้องตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมเหมือนกัน อีกทั้งตำแหน่งเทพก็มิได้ผูกขาดสำหรับใคร  ทุกคนสามารถไปเกิดเป็นเทพถ้าหากมีหิริโอตตัปปะ ทุกคนสามารถไปเกิดเป็นพรหมถ้าหากบำเพ็ญพรหมวิหารหรือปฏิบัติสมาธิจนบรรลุฌานสมาบัติ พระรัตนตรัยต่างหากคือที่พึ่งสูงสุดของชาวพุทธซึ่งจะช่วยให้ชาวพุทธหลุดพ้นจากวงจรสังสารวัฏ  ข้อสำคัญที่สุดก็คือชาวพุทธจะหลุดพ้นบ่วงกรรมได้ก็ด้วยกระทำให้ศีล, สมาธิและปัญญาสมบูรณ์พอที่จะตัดกิเลสได้สิ้นเชิง  ไม่ใช่เพราะอำนาจเทวดาหรือพระพรหม  

คิดดูสิครับ ถ้าคนในโลกนี้สามารถได้แฟน, ร่ำรวยมีเงินมีทอง, ได้เพชรนิลจินดา, ได้ตำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้น ฯลฯ สมปรารถนาเพราะแค่ได้อ้อนวอนเทวดา โลกนี้คงไม่มีคนยากจนหรือผิดหวังดอกกระมัง?



www.bodhinand.com หน้าแรก ติดต่อเรา เว็บบอร์ด ข่าว
 
  Web hosting | website builder |เว็บไซต์สำเร็จรูป by ninenic ©Copyright 2002-2019 All rights reserved.  
Broadband
free-counter-plus.com
Broadband